จับคาด่าน! หนุ่ม 29 ลอบขนบุหรี่เถื่อน ยึดของกลางมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท
รวบบุหรี่เถื่อนคาด่าน! ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ จับหนุ่มขนบุหรี่เถื่อน มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่กองพลทหารรายฃบที่ 9 (พล ร.9) พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองพลหารราบที่ 9 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ พร้อม นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวในพื้นที่ ว่าจะมีการลักลอบขนบุหรี่เถื่อนจากชายแดน ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามายังพื้นที่ตอนใน โดยใช้เส้นทาง ถนนหมายเลข 323

จึงได้วางแผนจับกุมพร้อมสั่งการให้ พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พ.อ. ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 สภ.สังขละบุรี และฝ่ายปกครอง อำเภอสังขละบุรี ทำการตั้งจุดตรวจจุดสกัดร่วมกัน

กระทั่งเวลา 22.00 น. เมื่อคืนนี้ (4 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัด บริเวณจุดตรวจร่วมน้ำเกริ๊ก ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มุ่งหน้า อ.ทองผาภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่สายข่าวรายงาน กระทั่งตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย จึงได้ส่งสัญญาณหยุดรถและแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจสอบ ทราบชื่อคนขับคือ นายพีระพล (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ขณะพูดคุย เจ้าหน้าที่สังเกตพบอาการพิรุธชัดเจน และสังเกตพบว่าบริเวณเบาะด้านหลังคนขับมีผ้าใบสีน้ำตาลคลุมสิ่งของบางอย่างไว้ จึงได้ ขอทำการตรวจคน พบบุหรี่หนีภาษีกว่า 1,030 คอตตอน ซุกซ่อนอยู่บริเวณเบาะด้านหลังคนขับ และบริเวณด้านท้ายกระบะ เปรียบเทียบราคาปรับของสรรพสามิต เป็นเงินกว่า 9.27 ล้านบาท

นายพีระพล ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างด้วยเงินจำนวน 2,000 บาท จากนายอ้วน (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุล) ให้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปส่งบริเวณ ถนนปากทางเข้า โรงเรียนลาซาน สังขละบุรี ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หลังจากนั้นจะมีบุคคลอื่นนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปยังพื้นที่ตอนใน เพื่อนำบุหรี่หนีภาษีไปจำหน่ายต่อไป เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางและนำตัวผู้กระทำความผิดส่ง สภ.สังขละบุรี เพื่อทำการเปรียบเทียบปรับและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก https://www.matichon.co.th/politics/news_5308244
ข่าวน่าสนใจ
สรรพสามิตยึดบุหรี่เถื่อนขายผ่านออนไลน์กว่า42ล้าน
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนสรรพสามิตยึดบุหรี่เถื่อน จากต่างประเทศที่ขายผ่านออนไลน์ส่งทางพัสดุไปรษณีย์ลอตใหญ่ 709 ชิ้นค่าปรับ 42 ล้านเร่งขยายผลจับกุม ที่จ.สงขลา เจ้าหน้าที่สรรพสามิต เร่งปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างต่อเนื่องซึ่งมีการปรับเปลี่ยนวิธีมาขายกันทางออนไลน์มากขึ้น ล่าสุดเมื่อจากการสืบสวนทางระบบออนไลน์ ของเจ้าหน้าที่สรรพสามิตสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 , บูรณาการร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สงขลา และสำนักงานสรรพสามิต สาขาหาดใหญ่ ได้เข้าทำการตรวจยึดอายัดกล่องพัสดุซึ่งบรรจุบุหรี่เถื่อน ภายในศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้า ศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ที่ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้ขนส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ จำนวน 709 ชิ้น เพื่อนำไปทำการตรวจสอบในรายละเอียดต้นทางว่าถูกส่งมาจากที่ใดและปลายทางส่งไปที่ไหนบ้างเพื่อที่จะขยายผล จับกุมตัดวงจรการค้าบุหรี่เถื่อนทางออนไลน์ต่อไป เบื้องต้นบุหรี่เถื่อนของกลางที่ยึดได้เป็นบุหรี่เถื่อนจากต่างประเทศที่มิได้เสียภาษี จำนวนประมาณ 70,000 กว่าซอง ประมาณการค่าปรับ 42,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำของกลางส่งสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สงขลา สาขาหาดใหญ่ เพื่อตรวจสอบ และดำเนินการตามกฏหมายต่อไป ขอบคุณทีมา: https://www.innnews.co.th/
อ่านต่อ
สมาคมการค้ายาสูบไทยปลื้มผลงานสรรพสามิตกวาดล้าง “บุหรี่เถื่อน” กว่า 3 พันคดี พร้อมหนุนเดินหน้า “ภาษีอัตราเดียว”
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนสมาคมการค้ายาสูบไทยออกโรงหนุนกรมสรรพสามิต เดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีอัตราเดียวควบคู่การปราบปรามบุหรี่เถื่อน ปลื้มตัวเลขจับกุมแค่ 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 พุ่งสูงกว่า 3,247 คดี มูลค่าปรับรวมกว่า 453 ล้านบาท หวั่นรัฐสูญรายได้หากชะลอปรับภาษีอัตราเดียว พร้อมจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง “ชายแดน-ภัยพิบัติ-การเมือง” นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า “สมาคมฯ ขอขอบคุณกรมสรรพสามิตที่ได้แถลงนโยบายชัดเจนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่ “อัตราเดียว” (Single Rate) โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายควบคู่กันไป ซึ่งสอดคล้องกับผลงานของกรมที่เป็นรูปธรรมชัดเจนจากการทำงานเชิงรุก โดยสถิติการปราบปรามของกรมสรรพสามิต ตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่าสามารถจับกุมคดีบุหรี่ผิดกฎหมายได้มากถึง 3,247 คดี ยึดของกลางได้ 620,204 ซอง คิดเป็นมูลค่าภาษีที่รัฐสูญเสียกว่า 32.89 ล้านบาท และมีมูลค่าค่าปรับและประมาณการค่าปรับรวมสูงถึง 453.49 ล้านบาท สะท้อนถึงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สกัดการแพร่ระบาดของบุหรี่ผิดกฎหมาย “อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ขอเสนอไปถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้เดินหน้าปราบปรามบุหรี่เถื่อนควบคู่กับการเร่งปรับภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวเพื่อลดความเสียหายจากรายได้ที่สูญไปกว่า 7 หมื่นล้านบาทแล้ว นอกจากนี้ สมาคมประเมินทิศทางในปี 2569 โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัญหาจากความไม่สงบชายแดน ไทย-กัมพูชา ภัยพิบัติในภาคใต้ตอนล่าง และความไม่มั่นคงทางการเมืองภายใน” ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา: กัมพูชายังคงเป็นต้นทางอันดับ 1 ของบุหรี่เถื่อนในไทย แม้การปะทะและปิดพรมแดนตามแนวชายแดนอาจทำให้การลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติทำได้ยากขึ้น แต่ขบวนการมิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปใช้ช่องโหว่ของมาตรการ “สินค้าผ่านแดน” โดยส่งสินค้าจากท่าเรือในกัมพูชามาขอผ่านแดนไทยเพื่อไปยังประเทศที่ 3 การสำแดงเป็นสินค้าผ่านแดนซึ่งมักไม่ถูกตรวจสอบโดยศุลกากร จึงทำให้การสำแดงสินค้าภายในเป็นเท็จเกิดขึ้นได้ง่าย อุทกภัยภาคใต้: เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงของบุหรี่ผิดกฎหมาย ได้สร้างความเสียหายต่อสต๊อกสินค้าเป็นจำนวนมาก ส่งผลด้านบวกให้การแพร่ระบาดชะลอตัวลงในระยะสั้น แต่ในระยะกลางถึงยาวยังคงต้องจับตามองเป็นพิเศษ ความไม่มั่นคงทางการเมือง: จากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง การทำงานของภาครัฐอาจขาดความต่อเนื่อง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเปราะบาง ทั้งจากภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และเศรษฐกิจ ซึ่งธุรกิจมืดอาจฉวยโอกาสในช่วงนี้ขยายอิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่เถื่อน สแกมเมอร์ ยาเสพติด หรือการค้ามนุษย์ “สมาคมฯ ซึ่งมีสมาชิกเป็นร้านค้าบุหรี่ถูกกฎหมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ สนับสนุนการทำงานของกรมสรรพสามิตและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกหน่วยงาน ให้ยังคงความเข้มข้นในการปราบปรามควบคู่กับปรับโครงสร้างภาษีอัตราเดียวต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้านในช่วงยุบสภาก่อนจะมีรัฐบาลใหม่ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการที่สุจริตและรักษาความมั่นคงทางรายได้ของประเทศ” ขอบคุณที่มา: https://www.khaosod.co.th/
อ่านต่อ
สมาคมการค้ายาสูบไทย ขอบคุณ ‘อนุทิน’ รุกหนักปราบบุหรี่เถื่อน จี้ ปปง.ขยายผลอายัดทรัพย์ พร้อมร้อง DE ขยี้แพลตฟอร์มออนไลน์ พยุงลมหายใจร้านโชห่วย
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนกรุงเทพฯ – สมาคมการค้ายาสูบไทย ออกแถลงการณ์สนับสนุนนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังสั่งกรมการปกครองปราบปรามบุหรี่เถื่อนเชิงรุก บุกจับกุมโกดังบุหรี่เถื่อนกลางเมืองหาดใหญ่ ยึดบุหรี่เถื่อนได้กว่า 20 ล้านมวน ชี้เป้าปี 2569 รัฐต้องกล้าขยี้แพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมเรียกร้องให้ ปปง.ยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงิน เชื่อช่วยลดอิทธิพลมืดและแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นในพื้นที่อย่างยั่งยืน นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการสมาคมการค้ายาสูบไทย ขอบคุณปฏิบัติการ “สิงห์ตะปบเหยื่อ” ของกรมการปกครองจากการสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่บุกจับกุมโกดังบุหรี่เถื่อนกลางเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายค้าบุหรี่เถื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ โดยสามารถยืดบุหรี่เถื่อนได้กว่า 2,000 ลัง คิดเป็น 20 ล้านมวน และจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 14 ราย รถของกลาง 11 คัน นับเป็นการทลายเครือข่ายบุหรี่เถื่อนรายใหญ่ที่สุดของภาคใต้ สะท้อนให้เห็นความเอาจริงในการปราบปรามของเถื่อน การทุจริต คอรัปชั่นของรัฐบาล นางสาวธัญญศรัณ กล่าวเพิ่มเติมถึงรายงานผลสำรวจอัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายล่าสุดของไตรมาสที่ 4 ปี 2568 พบว่าสัดส่วนการบริโภคบุหรี่เถื่อนลดลงเล็กน้อย จากประมาณ 28% เหลือราว 25% ซึ่งเป็นการลดลงเพียงเล็กน้อยแม้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเช่น กรมการปกครอง ตำรวจสอบสวนกลาง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากรจะมีการจับกุมที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ทำให้บุหรี่เถื่อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ “แม้ตัวเลขการบริโภคบุหรี่เถื่อนจะลดลง แต่ก็ถือว่ายังคงเป็นปัญหาใหญ่ เพราะ 1 ใน 4 ของตลาดยาสูบไทยกลายเป็นพื้นที่ของบุหรี่เถื่อน ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้บอกชัดเจนว่าจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าตามชายแดนทางบกและทะเล สืบสวนขยายผล รวมทั้งขอเรียกร้องให้ ปปง. เข้ามาดำเนินคดีฟอกเงินและอายัดทรัพย์ของผู้กระทำผิดด้วย หากทุกฝ่ายเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อเนื่อง ก็เชื่อว่าจะทำให้ปัญหาบุหรี่เถื่อนลดลงได้เรื่อยๆ อย่างแน่นอน” นางสาวธัญญศรัณกล่าวเสริมว่า ปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่เพียงแต่ทำให้รายได้ภาษีรัฐหายไป แต่ยังส่งผลกระทบกับร้านค้าโชห่วยที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมายประมาณ 5 แสนราย ที่ไม่ควรต้องทำมาค้าขายแข่งกับผู้กระทำผิดที่ขายบุหรี่อย่างอิสระบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อของออนไลน์ส่งตรงถึงบ้าน “สมาคมฯ ยังมีความกังวลถึงการจำหน่ายบุหรี่เถื่อนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะช่องทาง Facebook ที่ยังคงเป็นช่องทางหลักในการกระจายบุหรี่เถื่อน เราต้องหยุดมองว่าแพลตฟอร์มเป็นแค่ตัวกลาง รัฐควรพิจารณาข้อบังคับให้แพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบ หากปล่อยปะละเลย แพลตฟอร์มต้องถูกปรับในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิด ไม่ใช่แค่ลบโพสต์แล้วจบไปซึ่งกระทรวง DE ต้องจริงจังในเรื่องนี้” “สมาคมการค้ายาสูบไทย ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า การปราบปรามบุหรี่เถื่อนไม่ควรเป็นแค่ภารกิจตรวจจับ แต่ต้องเป็นภารกิจ “ตัดวงจรธุรกิจมืด” อย่างครบวงจร ทั้งการสกัดการกระจายสินค้าทางแพลตฟอร์มออนไลน์ การสืบสวนขยายผลไปถึงนายทุนเบื้องหลัง รวมไปถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน” นางสาวธัญญศรัณกล่าวสรุป ขอบคุณที่มา: https://www.pimthaitimes.com/
อ่านต่อ
ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองโชว์วิสัยทัศน์ เสนอแก้ 3 ปัญหาร้อนอุตสาหกรรมยาสูบ ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย ยันพร้อมช่วยเหลือชาวไร่เต็มที่
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนเครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองใหญ่ เปิดเวทีโชว์วิสัยทัศน์-ชูนโยบายแก้ปัญหาหนักใจชาวไร่ยาสูบ แรงงานในไร่ ร้านโชห่วย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ เผยโจทย์ใหญ่ที่ฝากถึงทุกพรรค ขอร่วมกันคิดทางออกเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมยาสูบไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมเดินหน้าปราบบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง “ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย” ประกาศพร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติช่วยชาวไร่ยาสูบและร้านโชห่วยอย่างเต็มที่ นายสุธี ชวชาติ ประธานภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ชาวไร่ยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว แรงงานในไร่และผู้พึ่งพิงรวมกว่าแสนคนทั่วประเทศ กำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก อุตสาหกรรมยาสูบสร้างรายได้จากภาษีสรรพสามิตเกือบ 5 หมื่นล้านบาท และส่งออกอีกกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่ชาวไร่กลับต้องเผชิญความเสี่ยงขาดทุน รายได้ลด หนี้สินพุ่ง เหตุจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ขณะเดียวกัน บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็ทะลักเข้าตลาด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” นายสันต์ หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าใบยาสูบเตอร์กิซภาคอีสาน เผยว่า “อยากเห็นการตั้ง “กองทุนช่วยเหลือชาวไร่” เพื่อเป็นหลักประกันอาชีพ พร้อมเสนอให้รัฐส่งเสริมการทำประกันภัยยาสูบและพืชผลมูลค่าสูง ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกใบยาสูบไทย เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เช่น สกัดนิโคตินเหลว เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชาวไร่ในอนาคต” นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ตลอดเวลาการยาสูบฯ ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทั้งการห้ามโฆษณา การใช้โลโก้ และการแสดงตราสินค้าที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ในขณะที่บุหรี่เถื่อนกลับมีบรรจุภัณฑ์สวยงาม สีสันหลากหลาย มีกลิ่นรสให้เลือกมากมาย สะท้อนถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างสินค้าถูกกฎหมายกับสินค้าเถื่อน” นายสุเทพ กล่าวต่อว่า “การยาสูบฯ ต้องรับภาระส่งเงินเข้าคลังสูงสุดถึง 93% ก่อนจะปรับเหลือ 88% การยาสูบฯ เหลือไว้เพียง 12% ของกำไรสุทธิ ที่เอาไว้บริหารต้นทุนทั้งหมดขององค์กร ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ และยังต้องดูแลต้นทุนการผลิตทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตอีก ยิ่งเอื้อให้สินค้าผิดกฎหมายเติบโต สิ่งที่อยากฝากทุกภาคส่วนคือ ให้เปิดโอกาสให้การยาสูบฯ รับจ้างผลิตบุหรี่ภายใต้เงื่อนไขใช้ใบยาไทยในประเทศ พร้อมขยายสู่การผลิตสินค้ารูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้างทางรอดให้หน่วยงานรัฐ และเพิ่มรายได้เข้าประเทศในระยะยาว” นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมายกว่า 5 แสนรายทั่วประเทศ ระบุว่า “บุหรี่เถื่อนเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อร้านโชห่วยในฐานะกลุ่มปลายน้ำ โดยปัจจุบันบุหรี่เถื่อนทะลักเข้าสู่ตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของตลาด และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 2,300% สินค้าเถื่อนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเงินทุนสีเทา ส่งผลให้ร้านโชห่วยที่ทำธุรกิจสุจริตต้องสูญเสียรายได้อย่างต่อเนื่อง” ภาคีเครือข่ายยาสูบฯ ยังได้เสนอนโยบายบุหรี่ผิดกฎหมายต้องเป็นศูนย์ โดยอยากให้มีการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการการกระทำผิดซ้ำ ยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทขนส่งเพื่อป้องกันการขายทางช่องทางออนไลน์ และการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายศุลกากร โดยพรรคการเมืองที่ได้เข้าร่วมประชุม ต่างนำเสนอความเห็นและวิสัยทัศน์ พร้อมกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนี้ นายโอภาส อาลมิสรี รองโฆษก พรรคเสรีรวมไทย เผยว่า “ผมถือเป็นหนึ่งในผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มแรก ๆ ที่นำประเด็นบุหรี่ไฟฟ้ามาเสนอเป็นนโยบาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ผมขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเดินหน้า แก้ไขกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า และนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมาย จะทำให้รัฐสามารถกำกับดูแลได้จริง ทั้งเรื่องอายุผู้ซื้อ มาตรฐานสินค้า การจัดเก็บภาษี และการคุ้มครองเยาวชน การคงสถานะความผิดกฎหมายเอาไว้ อาจมีบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากระบบใต้ดินหรือไม่ ในขณะเดียวกัน เรื่อง บุหรี่เถื่อน พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดย ตรึงแนวชายแดนให้เข้มงวดทุกจุด ทุกด่านต้องมีเครื่อง X-Ray และระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพราะวันนี้การตรวจตู้สินค้ายังทำได้เพียงบางส่วน เปิดช่องให้สินค้าผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ เมื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจังได้ จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ชาวไร่ โรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงรายได้ของรัฐ ซึ่งพรรคให้คำมั่นว่า ภายในระยะเวลา 12 เดือน จะเร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยุติการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย หากสามารถขจัดบุหรี่เถื่อนออกจากระบบได้ การยาสูบฯ จะสามารถดำเนินการจัดซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ได้เต็มศักยภาพ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดโควตา และสามารถนำไปต่อยอดสู่การผลิตเพื่อการส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากการแก้ปัญหาเชิงกฎหมายและการปราบปรามแล้ว พรรคยังมองไปข้างหน้าในมิติของ นวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า เราต้องไม่หยุดอยู่แค่การผลิตวัตถุดิบ แต่ต้องผลักดันการสร้าง Branding ของอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้ไปไกลถึงระดับโลก รวมถึงการต่อยอดนิโคตินและใบยาสูบไทยสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและประเทศอย่างยั่งยืน” ด้านพรรคประชาชน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต ให้มุมมองว่า “พรรคประชาชนไม่ได้นิ่งเฉยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร แนวทางสำคัญอันดับแรกคือ การขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตควรเชื่อมโยงกับทะเบียนเกษตรกรโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิทธิและสวัสดิการเข้าถึงอย่างเป็นธรรม โดยชาวไร่ยาสูบที่อยู่ในระบบ ต้องได้รับการดูแลไม่แตกต่างจากเกษตรกรกลุ่มอื่น พรรคมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรในภาพรวม ทั้งการสนับสนุนปุ๋ยตามค่าความเหมาะสมของดิน รายละ 500 บาท ครอบคลุมพืชทุกชนิด และการสนับสนุนคูปองตรวจรับรองมาตรฐาน GAP มูลค่า 5,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มโอกาสทางการตลาด ในเรื่องโควตาการรับซื้อใบยาสูบ พรรคเห็นว่าต้องมีความชัดเจนระยะยาว เสนอให้กำหนดโควตาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและรายได้ได้อย่างมั่นคง โดยการปรับเปลี่ยนพืชต้องเป็น “ทางเลือก ไม่ใช่ข้อบังคับ” เกษตรกรยังสามารถปลูกยาสูบและทำสัญญาระยะยาวต่อไปได้ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนพืช พรรคมีมาตรการช่วยเหลือทั้งเงินสนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ และการลดหนี้ร้อยละ 20 ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อบรรเทาภาระในช่วงเปลี่ยนผ่าน อีกประเด็นสำคัญคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะเกษตรกรสูงอายุ หากตรวจสอบแล้วพบว่าชำระเกินเงินต้น ให้ยกเลิกหนี้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่ถึงเงินต้น จะลดหนี้ร้อยละ 50 และปรับโครงสร้างหนี้ให้จบภายใน 15 ปี เพื่อไม่ให้ภาระตกทอดถึงลูกหลาน ขอบคุณที่มา: https://bangkok-today.com/?p=782960
อ่านต่อสมัครสมาชิก
สำหรับผู้ประกอบกิจการการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ หรือวิสาหกิจ ในทางการค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยตรง อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 200 บาท และค่าบำรุงสมาคม 100 บาท / 2 ปี (ปีละ 50 บาท เก็บทุกๆ สองปี)สมาชิกประเภทวิสามัญ สำหรับผู้มีความสนใจหรือมีความรู้เกี่ยวกับยาสูบหรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือ ผู้ประกอบวิสาหกิจในทางการค้า อุตสาหกรรม หรือการเงิน การขนส่งยาสูบ หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือธุรกิจใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับยาสูบ หรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 1,000 บาท และค่าบำรุงสมาคม 1,000 ต่อปี
แจ้งเบาะแสบุหรี่ผิดกฎหมาย
พบเห็นการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งผ่านช่องทางออนไลน์ของทางสมาคม และสมาคมจะนำข้อมูลเหล่านี้ยื่นต่อหน่อยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ผู้ที่แจ้งเบาะแสสามารถติดตามผลการแจ้งได้โดยใส่รหัสอ้างอิงที่ได้รับแจ้ง
เบาะแส