ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองโชว์วิสัยทัศน์ เสนอแก้ 3 ปัญหาร้อนอุตสาหกรรมยาสูบ ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย ยันพร้อมช่วยเหลือชาวไร่เต็มที่
เครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองใหญ่ เปิดเวทีโชว์วิสัยทัศน์-ชูนโยบายแก้ปัญหาหนักใจชาวไร่ยาสูบ แรงงานในไร่ ร้านโชห่วย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ เผยโจทย์ใหญ่ที่ฝากถึงทุกพรรค ขอร่วมกันคิดทางออกเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมยาสูบไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมเดินหน้าปราบบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง “ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย” ประกาศพร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติช่วยชาวไร่ยาสูบและร้านโชห่วยอย่างเต็มที่

นายสุธี ชวชาติ ประธานภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ชาวไร่ยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว แรงงานในไร่และผู้พึ่งพิงรวมกว่าแสนคนทั่วประเทศ กำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก อุตสาหกรรมยาสูบสร้างรายได้จากภาษีสรรพสามิตเกือบ 5 หมื่นล้านบาท และส่งออกอีกกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่ชาวไร่กลับต้องเผชิญความเสี่ยงขาดทุน รายได้ลด หนี้สินพุ่ง เหตุจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ขณะเดียวกัน บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็ทะลักเข้าตลาด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

นายสันต์ หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าใบยาสูบเตอร์กิซภาคอีสาน เผยว่า “อยากเห็นการตั้ง “กองทุนช่วยเหลือชาวไร่” เพื่อเป็นหลักประกันอาชีพ พร้อมเสนอให้รัฐส่งเสริมการทำประกันภัยยาสูบและพืชผลมูลค่าสูง ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกใบยาสูบไทย เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เช่น สกัดนิโคตินเหลว เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชาวไร่ในอนาคต”
นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ตลอดเวลาการยาสูบฯ ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทั้งการห้ามโฆษณา การใช้โลโก้ และการแสดงตราสินค้าที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ในขณะที่บุหรี่เถื่อนกลับมีบรรจุภัณฑ์สวยงาม สีสันหลากหลาย มีกลิ่นรสให้เลือกมากมาย สะท้อนถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างสินค้าถูกกฎหมายกับสินค้าเถื่อน”
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า “การยาสูบฯ ต้องรับภาระส่งเงินเข้าคลังสูงสุดถึง 93% ก่อนจะปรับเหลือ 88% การยาสูบฯ เหลือไว้เพียง 12% ของกำไรสุทธิ ที่เอาไว้บริหารต้นทุนทั้งหมดขององค์กร ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ และยังต้องดูแลต้นทุนการผลิตทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตอีก ยิ่งเอื้อให้สินค้าผิดกฎหมายเติบโต สิ่งที่อยากฝากทุกภาคส่วนคือ ให้เปิดโอกาสให้การยาสูบฯ รับจ้างผลิตบุหรี่ภายใต้เงื่อนไขใช้ใบยาไทยในประเทศ พร้อมขยายสู่การผลิตสินค้ารูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้างทางรอดให้หน่วยงานรัฐ และเพิ่มรายได้เข้าประเทศในระยะยาว”

นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมายกว่า 5 แสนรายทั่วประเทศ ระบุว่า “บุหรี่เถื่อนเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อร้านโชห่วยในฐานะกลุ่มปลายน้ำ โดยปัจจุบันบุหรี่เถื่อนทะลักเข้าสู่ตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของตลาด และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 2,300% สินค้าเถื่อนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเงินทุนสีเทา ส่งผลให้ร้านโชห่วยที่ทำธุรกิจสุจริตต้องสูญเสียรายได้อย่างต่อเนื่อง”
ภาคีเครือข่ายยาสูบฯ ยังได้เสนอนโยบายบุหรี่ผิดกฎหมายต้องเป็นศูนย์ โดยอยากให้มีการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการการกระทำผิดซ้ำ ยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทขนส่งเพื่อป้องกันการขายทางช่องทางออนไลน์ และการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายศุลกากร โดยพรรคการเมืองที่ได้เข้าร่วมประชุม ต่างนำเสนอความเห็นและวิสัยทัศน์ พร้อมกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนี้
นายโอภาส อาลมิสรี รองโฆษก พรรคเสรีรวมไทย เผยว่า “ผมถือเป็นหนึ่งในผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มแรก ๆ ที่นำประเด็นบุหรี่ไฟฟ้ามาเสนอเป็นนโยบาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ผมขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเดินหน้า แก้ไขกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า และนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมาย จะทำให้รัฐสามารถกำกับดูแลได้จริง ทั้งเรื่องอายุผู้ซื้อ มาตรฐานสินค้า การจัดเก็บภาษี และการคุ้มครองเยาวชน การคงสถานะความผิดกฎหมายเอาไว้ อาจมีบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากระบบใต้ดินหรือไม่

ในขณะเดียวกัน เรื่อง บุหรี่เถื่อน พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดย ตรึงแนวชายแดนให้เข้มงวดทุกจุด ทุกด่านต้องมีเครื่อง X-Ray และระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพราะวันนี้การตรวจตู้สินค้ายังทำได้เพียงบางส่วน เปิดช่องให้สินค้าผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ
เมื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจังได้ จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ชาวไร่ โรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงรายได้ของรัฐ ซึ่งพรรคให้คำมั่นว่า ภายในระยะเวลา 12 เดือน จะเร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยุติการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย หากสามารถขจัดบุหรี่เถื่อนออกจากระบบได้ การยาสูบฯ จะสามารถดำเนินการจัดซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ได้เต็มศักยภาพ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดโควตา และสามารถนำไปต่อยอดสู่การผลิตเพื่อการส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว
นอกจากการแก้ปัญหาเชิงกฎหมายและการปราบปรามแล้ว พรรคยังมองไปข้างหน้าในมิติของ นวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า เราต้องไม่หยุดอยู่แค่การผลิตวัตถุดิบ แต่ต้องผลักดันการสร้าง Branding ของอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้ไปไกลถึงระดับโลก รวมถึงการต่อยอดนิโคตินและใบยาสูบไทยสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและประเทศอย่างยั่งยืน”

ด้านพรรคประชาชน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต ให้มุมมองว่า “พรรคประชาชนไม่ได้นิ่งเฉยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร แนวทางสำคัญอันดับแรกคือ การขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตควรเชื่อมโยงกับทะเบียนเกษตรกรโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิทธิและสวัสดิการเข้าถึงอย่างเป็นธรรม โดยชาวไร่ยาสูบที่อยู่ในระบบ ต้องได้รับการดูแลไม่แตกต่างจากเกษตรกรกลุ่มอื่น พรรคมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรในภาพรวม ทั้งการสนับสนุนปุ๋ยตามค่าความเหมาะสมของดิน รายละ 500 บาท ครอบคลุมพืชทุกชนิด และการสนับสนุนคูปองตรวจรับรองมาตรฐาน GAP มูลค่า 5,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มโอกาสทางการตลาด
ในเรื่องโควตาการรับซื้อใบยาสูบ พรรคเห็นว่าต้องมีความชัดเจนระยะยาว เสนอให้กำหนดโควตาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและรายได้ได้อย่างมั่นคง โดยการปรับเปลี่ยนพืชต้องเป็น “ทางเลือก ไม่ใช่ข้อบังคับ” เกษตรกรยังสามารถปลูกยาสูบและทำสัญญาระยะยาวต่อไปได้ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนพืช พรรคมีมาตรการช่วยเหลือทั้งเงินสนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ และการลดหนี้ร้อยละ 20 ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อบรรเทาภาระในช่วงเปลี่ยนผ่าน
อีกประเด็นสำคัญคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะเกษตรกรสูงอายุ หากตรวจสอบแล้วพบว่าชำระเกินเงินต้น ให้ยกเลิกหนี้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่ถึงเงินต้น จะลดหนี้ร้อยละ 50 และปรับโครงสร้างหนี้ให้จบภายใน 15 ปี เพื่อไม่ให้ภาระตกทอดถึงลูกหลาน
ขอบคุณที่มา: https://bangkok-today.com/?p=782960
ข่าวน่าสนใจ
โชห่วยยาสูบ ค้าน แนวคิดกำหนดผู้ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด ชี้ใช้ไม่ได้จริง เสี่ยงดันบุหรี่เถื่อนโต
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนสมาคมการค้ายาสูบไทยค้านแนวคิด “ห้ามประชาชนที่เกิดหลังปีที่กำหนดซื้อบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์นิโคตินตลอดชีวิต” ตั้งคำถามถึงประสิทธิผลของมาตรการในการลดคนสูบบุหรี่ เสี่ยงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หวั่นปัญหาบุหรี่เถื่อนขยายตัวอย่างรุนแรงและสร้างภาระเพิ่มให้ร้านค้าปลีกกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ จี้รัฐแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนให้ได้ก่อน ที่จะออกมาตรการใหม่มาซ้ำเติมสถานการณ์ทำให้กระทบหนักขึ้นแทบรับไม่ไหว นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย แสดงความกังวลต่อกระแสข่าวในช่วงวันงดสูบบุหรี่โลกที่ผ่านมา หลังนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังศึกษาแนวทางผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation ในประเทศไทย “การกำหนดปีเกิดเพื่อห้ามซื้อบุหรี่ไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่หรือแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขได้” ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามจำหน่ายบุหรี่ให้เยาวชนที่มีความเข้มงวดอยู่แล้ว แต่ปัญหาหลักคือ การแพร่ระบาดของบุหรี่เถื่อน ซึ่งยังคงเข้าถึงได้ง่ายและแพร่หลาย โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลเฉพาะกับร้านค้าที่ถูกกฎหมายเท่านั้น เมื่อผู้ที่ต้องการสูบบุหรี่ไม่สามารถซื้อจากร้านค้าที่ถูกต้องได้ ก็มีแนวโน้มหันไปพึ่งพาช่องทางผิดกฎหมายที่เข้าถึงง่ายกว่า ราคาถูกกว่า และไม่มีการตรวจสอบอายุผู้ซื้ออยู่แล้ว หากเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมตลาดผิดกฎหมายให้เติบโตมากขึ้น ทั้งที่ปัญหานี้ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลการสำรวจตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายพบว่า สัดส่วนบุหรี่เถื่อนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 6% ในปี 2560 เป็น 28% ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดผิดกฎหมายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่บุหรี่เถื่อนสามารถหาซื้อได้ง่ายทั้งในชุมชน และการขายผ่านออนไลน์ที่เติบโตเร็ว กลายเป็น “ตลาดมืดดิจิทัล” ผู้ขายใช้กลยุทธ์ใหม่ เช่น แฮชแท็กและกลุ่มปิดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ นางสาวธัญญศรัณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ร้านค้าปลีกทั่วประเทศยังกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะสร้างภาระในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก ปัจจุบันร้านค้าให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการตรวจสอบอายุผู้ซื้อเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำ 20 ปีอยู่แล้ว แต่หากมีการกำหนดสิทธิการซื้อจากปีเกิด ร้านค้าอาจต้องตรวจสอบบัตรประชาชนของลูกค้าทุกครั้ง แม้จะเป็นลูกค้าประจำหรือผู้สูงอายุก็ตาม ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริงเพราะมีความยุ่งยาก เสียเวลาและลูกค้าอาจไม่ให้ความร่วมมือ “สธ. ออกมาตรการแบบนี้ออกมาเท่ากับเป็นการผลักภาระให้ร้านค้าเป็นผู้รับผิดชอบ คำถามคือจะให้ร้านค้าตรวจสอบอย่างไร ต้องขอดูบัตรประชาชนทุกครั้งหรือไม่ และอาจต้องคำนึงถึง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การเปิดเผยชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตรประชาชนอาจถูกละเมิดสิทธิโดยเจ้าของไม่อนุญาต และหากต้องตรวจสอบอย่างละเอียด จะต้องมีเครื่องอ่านบัตรประชาชนหรือเครื่องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ร้านค้ารายย่อยต้องลงทุนเพิ่มอีกหรือเปล่า” สมาคมการค้ายาสูบไทยจึงเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข ชะลอการผลักดันนโยบายดังกล่าวออกไปก่อน และให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปราบปรามบุหรี่เถื่อนและการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและกำลังส่งผลกระทบต่อทั้งสังคม ร้านค้า และรายได้ของประเทศที่หายไปประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปีจากการเติบโตของบุหรี่เถื่อน “มาตรการเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อทั้งผู้สูบบุหรี่และร้านค้าบุหรี่ที่ถูกกฎหมายอย่างแน่นอน จึงควรต้องมีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านก่อน อย่าเพิ่งผลีผลามออกกฎหมายมา และในระหว่างที่กำลังรอรับฟังความคิดเห็นก็ควรจะหาทางแก้ไขปัญหาบุหรี่เถื่อนให้ได้อย่างเด็ดขาดด้วยการ ตัดวงจรการขายออนไลน์ทาง “โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม” ปิดกั้นการมองเห็นคอนเทนต์ รวมถึงตรวจสอบพัสดุที่มีการส่งบุหรี่ผิดกฎหมาย และขยายผลการปราบปรามไปยังเครือข่ายกลุ่มนายทุน ผู้บงการอยู่เบื้องหลังให้สิ้นซาก” ขอบคุณที่มา: https://smartnewsbkk.com/
อ่านต่อ
คุมเข้มชายแดน! หนองคายให้ความรู้ผู้ค้า ป้องกันสินค้าผิดกฎหมายทะลักเข้าไทย
ข่าวเด่นวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานประชุมชี้แจงสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า ณ บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้า (ตลาดนัดจุดผ่อนปรนไทย-ลาว) บ้านเปงจาน อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย โดยมีนายอำเภอรัตนวาปี,ด่านศุลกากรหนองคาย,ด่านกักกันสัตว์หนองคาย,ประมงหนองคาย,ด่านตรวจพืชหนองคาย และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย พ่อค้า แม่ค้า จากเมืองท่าพระบาท แขวงบ่อลิคำไซ สปป.ลาว เข้าร่วม แต่ไร้เงาพ่อค้า แม่ค้าไทยเข้าร่วมกิจกรรม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากจังหวัดหนองคายมีนโยบายที่เข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าหลบหนีศุลกากร สินค้าที่ไม่ผ่านกระบวนการตรวจกักตามกฎหมาย รวมถึงยาเสพติดทุกประเภทตามนโยบายของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดบริเวณแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ จุดเสี่ยงและช่องทางธรรมชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการรักษาความมั่นคงและการบริหารจัดการชายแดนของประเทศ ซึ่งจุดผ่อนปรนบ้านเปงจานได้รับการอนุญาตให้เปิดเพื่อการค้าชายแดนและแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคโภคบริโภคที่จำเป็น ระหว่างประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทยและประชาชน เมืองท่าพระบาท แขวงบ่อลิคำไซ สปป.ลาว ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.69 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำสินค้าที่ไม่ผ่านภาษีศุลกากร จึงได้บูรณาการเข้าตรวจสอบและทำการตรวจยึดสินค้าที่ไม่ผ่านภาษีศุลกากรได้ในพื้นที่บริเวณจุดผ่อนปรนบ้านเปงจานฯจำนวนมาก และพบมีการยัดใส้บุหรี่ต่างประเทศกว่า 90 คอตตอน ซุกมาในกระสอบกระเทียม การประชุมชี้แจ้งครั้งนี้ มีหน่วยงานหลัก 5 หน่วยงาน มาให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงานประจำจุดผ่อนปรน พ่อค้า แม่ค้า ไทย-ลาว และผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานศุลกากรหนองคาย ให้ความรู้เกี่ยวกับพิธีการศุลกากร ข้อกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าบริเวณจุดผ่อนปรน ด่านกักกันสัตว์หนองคาย โดย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ ชี้แจงแนวทางและมาตรการตรวจกักกันสัตว์และซากสัตว์เพื่อป้องกันโรคระบาดด่านประมงหนองคาย (ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมงเขต 2) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและนำเข้า-ส่งออกสัตว์น้ำ ด่านตรวจพืชหนองคาย โดย หัวหน้าด่านตรวจพืชหนองคาย ให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบศัตรูพืชในสินค้าเกษตร และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ชี้แจงมาตรฐานและกฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหาร และยาที่สามารถนำผ่านแดนได้อย่างถูกต้อง จากนั้น คณะฯได้เปิดรับฟังความคิดเห็นและสภาพปัญหาโดยตรงจากพี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวลาวที่ประกอบกิจกรรมในพื้นที่ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเชิงรุก เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานราชการ อันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือชายแดนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืนและโปร่งใสต่อไป ขอบคุณที่มา: https://siamrath.co.th/
อ่านต่อ
กมธ.งบฯ70' ถกภาษีบุหรี่ ห่วงบุหรี่เถื่อนฉุดรายได้ประเทศ
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาฯ แถลงความคืบหน้าการพิจารณางบประมาณ ว่า ปัจจุบันกมธ. ได้ใช้เวลาในการพิจารณางบประมาณมาแล้วทั้งสิ้น 5 วัน รวม 39 ชั่วโมง หน่วยงานที่ผ่านการพิจารณา งบกลาง 12 รายการ หน่วยรับงบประมาณ 37 หน่วย 5 กองทุน คิดเป็น 1.62% ของหน่วยงานที่ต้องพิจารณาทั้งหมด นายกรวีร์ กล่าวต่อว่าสำหรับการพิจารณาเมื่อวันที่ 8 ก.ค. มีประเด็นที่น่าสนใจ คือการพิจารณางบประมาณของกรมสรรพสามิต จำนวน 5,554,719,400 บาท โดยมีกมธ.บางคน สอบถามว่า จากข้อมูลการจัดเก็บภาษีบุหรี่พบว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีแบบ 2 อัตรา มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประเมินว่า การจัดเก็บภาษีรูปแบบนี้รัฐอาจสูญเสียรายได้ประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าระบบภาษีในปัจจุบัน อาจยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงมีคำถามว่า กรมสรรพสามิตมีแผนเร่งรัดการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้จากอย่างไร นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า ผู้แทนกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีบุหรี่ใช้ระบบภาษี 2 อัตรา ส่งผลให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนบริโภคสินค้าที่มีภาระภาษีต่ำกว่าซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า ประกอบกับปัญหาการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ จึงทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ทั้งนี้ ได้ศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราระบบเดียวแล้ว และอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบภาษี อุตสาหกรรมยาสูบ เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและรายได้ของภาครัฐต่อไป นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า การพิจารณางบฯ70 เป็นครั้งแรกที่ได้ถ่ายทอดสดให้ประชาชนติดตามการทำงานของกมธ. ทั้งนี้เห็นได้ว่าในการไม่ได้พิจารณาแค่ตัวงบประมาณ แต่พิจารณาว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนนั้น จะถูกนำไปใช้ให้ประโยชน์ได้อย่างไร นอกจากจะพิจารณางบประมาณแล้ว พิจารณาข้อสังเกตในข้อเสนอแนะรวมถึงคำถามเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยงานราชการด้วย ด้านน.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกมธ.งบฯ70 กล่าวว่า สำหรับกรมธนารักษ์ งบประมาณจำนวน 6,443,359,600 บาท มีกมธ. หลายคนได้ถามถึงการบริหารจัดการที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาประชาชนที่เข้าใช้พื้นที่ของรัฐมาเป็นเวลานาน และการนำที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ซึ่งกมธ.บางคน เสนอให้กรมธนารักษ์ทบทวนการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ส่วนราชการขอใช้ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ควรนำกลับมาบริหารจัดการ เช่น เปิดให้ประชาชนเช่าหรือพัฒนาในรูปแบบที่เหมาะสม โดยกรมธนารักษ์ชี้แจงว่า การแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ราชพัสดุของประชาชน ได้ดำเนินโครงการธนารักษ์เพื่อราษฎร์ ตั้งแต่ปี 62 เพื่อจัดระเบียบการใช้ที่ราชพัสดุของประชาชน โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 119,800 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการประมาณ 15,000 ราย ผู้ได้รับสิทธิสามารถทำสัญญาเช่า และนำเอกสารไปใช้ประกอบการขอทะเบียนบ้าน ขอใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และขอสินเชื่อได้ น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า กรมธนารักษ์ยังเปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 70 มีแผนปรับแนวทางบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่เอกชนเช่ามาเป็นเวลานาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาเช่าพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้การจัดสรรเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศสูงสุด ขอบคุณที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/
อ่านต่อ
ชี้เป้าให้แล้วอย่าให้เสียเปล่า สมาคมฯติดตามสรรพสามิตอัปเดตผลทลายบุหรี่เถื่อนตามเบาะแส
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ตัวแทนสมาคมการค้ายาสูบไทย ได้เข้าพบผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม กรมสรรพสามิต เพื่อร่วมหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามผลการดำเนินงานในการกวาดล้างบุหรี่ผิดกฎหมาย สรรพสามิตย้ำชัด ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมลุยสกัดกั้นบุหรี่เถื่อน ในการหารือครั้งนี้ ทางสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม ฯได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน แก้ไข ต่อปัญหาบุหรี่เถื่อนที่แพร่ระบาด และมีการทำงานเชิงรุกอย่างเข้มงวด และเร่งทำผลงานการปราบปรามฯ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอุดช่องโหว่การลักลอบขนส่ง กรมสรรพสามิตได้ยกระดับการทำงานด้วยการบูรณาการความร่วมมือ กับบริษัทไปรษณีย์ผู้ให้บริการขนส่งเอกชนหลายแห่ง เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการกระจายสินค้าผิดกฎหมายไปสู่ผู้บริโภค สำหรับความคืบหน้ากรณีที่ทางสมาคมการค้ายาสูบไทย ได้รวบรวมและนำส่งเบาะแสผู้กระทำผิดให้กรมสรรพสามิต และทางสมาคมการค้ายาสูบไทยได้เตรียมกำหนดทิศทางการทำงานเพื่อสนับสนุนภาครัฐในการแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนต่อไป ผลการจับกุมซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยในขั้นตอนการปฏิบัติงานจริง ได้แก่ ความจำเป็นในการใช้เวลาพิจารณาและกลั่นกรองข้อมูลอย่างรัดกุมก่อนลงพื้นที่ ปัญหาพิกัดร้านค้าหรือสถานที่เป้าหมายอาจไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้รับแจ้ง การลงพื้นที่แล้วไม่พบผู้กระทำผิด หรือเป้าหมายไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อน
อ่านต่อสมัครสมาชิก
สำหรับผู้ประกอบกิจการการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ หรือวิสาหกิจ ในทางการค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยตรง อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 200 บาท และค่าบำรุงสมาคม 100 บาท / 2 ปี (ปีละ 50 บาท เก็บทุกๆ สองปี)สมาชิกประเภทวิสามัญ สำหรับผู้มีความสนใจหรือมีความรู้เกี่ยวกับยาสูบหรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือ ผู้ประกอบวิสาหกิจในทางการค้า อุตสาหกรรม หรือการเงิน การขนส่งยาสูบ หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือธุรกิจใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับยาสูบ หรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 1,000 บาท และค่าบำรุงสมาคม 1,000 ต่อปี
แจ้งเบาะแสบุหรี่ผิดกฎหมาย
พบเห็นการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งผ่านช่องทางออนไลน์ของทางสมาคม และสมาคมจะนำข้อมูลเหล่านี้ยื่นต่อหน่อยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ผู้ที่แจ้งเบาะแสสามารถติดตามผลการแจ้งได้โดยใส่รหัสอ้างอิงที่ได้รับแจ้ง
เบาะแส