จับตานโยบายเชิงรุก สมาคมการค้ายาสูบไทย แก้ไขปัญหาแบบตรงเป้า
ปัญหายาสูบเป็นความท้าทายที่มีมาช้านานของอุตสาหกรรมยาสูบที่เป็นเสมือนไม้เบื่อไม้เมาให้กับเศรษฐกิจของไทย แน่นอนว่ายาสูบเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ ขณะที่ยาสูบก็เป็นตัวปัญหาที่ก่อเกิดปัญหาด้านสุขภาพให้กับประชากรของประเทศ อีกทั้งธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็ล้วนแล้วแต่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับนโยบาย กฎระเบียบที่บังคับใช้จนขาดความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการทะลักเข้าของบุหรี่เถื่อนเนื่องจากการกำหนดราคาขายที่สูงขึ้นตามข้อกฎหมาย เหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่ต่างจากปัญหาไก่กับไข่ ประเด็นนี้ TheReporterAsia จะพาไปรู้จักกับแนวคิดของการทำงานเชิงรุกเพื่อไขปัญหาที่กล่าวมา จาก “พี่ณี” หรือ นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการ สมาคมการค้ายาสูบไทย หญิงคนใหม่
นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า หลังจากที่เข้ามารับตำแหน่ง ด้วยความที่มีพื้นฐานมาจากสภาหอการค้าอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีและกฎระเบียบ ทำให้เมื่อเข้ามารับตำแหน่งในสมาคมการค้ายาสูบไทย จึงต้องการเน้นไปที่การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ในการผลักดันปัญหาต่าง ๆ ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อีกทั้งยังจะนำประสบการณ์กว่า 30 ปี ที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายภาษีเข้ามาช่วยผลักดันให้ปัญหาลุล่วง
โดยจะนำแนวนโยบายต่าง ๆ ที่เคยจัดทำให้กับ สภาหอการค้าอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในภาคอุตสาหกรรมใหญ่ ทั้งส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ และไม่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงยาสูบด้วย ซึ่งก็จะได้นำแนวนโยบายดังกล่าวมาสานต่อเมื่อมาอยู่ที่สมาคมการค้ายาสูบไทย ก็คาดว่าจะสามารถประสบผลสำเร็จได้ตามเป้าหมาย
ครึ่งปีที่ผ่านมา เราเห็นว่าในส่วนของยาสูบยังมีปัญหาที่ท้าทายและน่าศึกษาเชิงลึก พอเราศึกษาเชิงลึกในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยเฉพาะ เราจะเห็นว่ามีส่วนของการควบคุม ผ่านทาง พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งเราจะต้องศึกษาดูว่า พรบ.ฉบับนี้มีความเกี่ยวโยง และมีความสำคัญที่เราจะต้องตระหนักถึงอะไรบ้าง ซึ่งหลัก ๆ ที่เราเห็นตอนนี้ คือเรื่องบุหรี่เถื่อน ที่ค่อยข้างมีความรุนแรงมากขึ้นพอสมควร ทำให้ในปีนี้เราจะต้องมีการผลักดันเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องจากที่มีการทำอยู่แล้วในช่วงปีที่ผ่านมา
กลยุทธ์เชิงรุก แก้ปัญหาการลักลอบค้าบุหรี่เถื่อน
ในปีนี้ ส่วนแรกเราจะผลักดันและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในเชิงรุก จากที่เคยทำเพียงแค่ส่งหนังสือเข้าไปยังองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เราจะปรับรูปแบบในการเข้าไปพบปะพูดคุยในเชิงรุก ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ผลลัพธ์ที่มากกว่า เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันด้านการปราบปรามการลักลอบค้าบุหรี่เถื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
แนวทางการขึ้นภาษีบุหรี่ ทำให้บุหรี่ถูกฎหมายมีราคาที่สูงขึ้น เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้สูบจึงนิยมไปสูบในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งก็คือบุหรี่เถื่อน และส่งผลให้ยอดขายบุหรี่ถูกกฎหมายลดลง และส่งผลกระทบต่อไปยังเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบที่ขายใบยาสูบได้ในปริมาณที่ลดลง ซึ่งเมื่อศึกษาดูข้อมูลแล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายการเพิ่มภาษียาสูบแล้วจะเห็นว่าเป็นการมุ่งเน้นเรื่องของสุขภาพเป็นหลัก
ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตยาสูบนั้น เมื่อทำถูกฎหมายแล้วแต่กลับถูกลดทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับบุหรี่เถื่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งก็ทำให้บางร้านอาจจะมีการตัดสินใจลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามาจำหน่าย ในขณะที่บางร้านก็เกรงกลัวและไม่กล้าที่จะนำเข้ามาขาย กลายเป็นปัญหาต่อเนื่องที่เกิดขึ้นตามมา
ประเด็นแรกในความตั้งใจของเราจึงเป็นความมุ่งมั่นที่จะทำงานในเชิงรุก เพื่อประสานไปยังหน่วยงานปราบปรามและส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกวดขันและจับกุมบุหรี่เถื่อนที่เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการผลักดันที่เราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนนี้จะเป็นหัวใจสำคัญที่เราจะผลักดัน ประเด็นที่สอง เป็นส่วนของโครงการที่ช่วยรณรงค์ให้เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี หลีกเลี่ยงในการสูบบุหรี่ ซึ่งจะเป็นการรณรงค์ผ่านแคมเปญ “โชว์การ์ด” เพื่อรณรงค์ของความร่วมมือผ่านเพื่อนร้านค้าสมาชิก ในการที่จะไม่จำหน่ายบุหรี่ให้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
ปัญหาการสูบบุหรี่ในเด็กและเยาวชนยังเป็นเรื่องที่สังคมไทยมีความกังวล จากผลสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร ปี 2564 พบว่ายังมีเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปีกว่า 260,000 คน หรือประมาณ ร้อยละ 6.2 ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปีในประเทศไทยเป็นผู้สูบบุหรี่ แน่นอนว่าคนในสังคมส่วนหนึ่งก็มองมาที่ร้านค้าว่าเป็นต้นเหตุที่ปล่อยให้มีการขายบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภทให้กับกลุ่มเยาวชนได้
โดยช่วงที่ผ่านมา เราได้ออกพบปะสมาชิกสมาคมฯ เพื่อทำความเข้าใจในการงดจำหน่ายบุหรี่ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งจากการสำรวจกลุ่มสมาชิกพันกว่าราย พบว่ามีความเข้าใจในการทำได้ถูกต้องตามกฎหมายราว 80% ขณะที่อีกราว 20% ก็อาจจะยังไม่มีความเข้าสักเท่าไหร่ ซึ่งก็จะดำเนินการรณรงค์ต่อไปในปี 2566 นี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การสำรวจยังพบว่ากลุ่มร้านค้าทั่วไป ยังไม่มีความเข้าใจในส่วนของวิชาการ กฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาสูบมากนัก ซึ่งเราก็จะพยายามส่งเสริมและให้ความรู้เพื่อให้ผู้ค้ามีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการจำหน่ายยาสูบต่อไป
ทั้งนี้ในอุตสาหกรรมยาสูบ ส่วนใหญ่จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยร้านค้าปลีก ร้านค้ารายย่อยทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งเขาก็อาจจะไม่มีความสนใจในด้านความรู้ จุดนี้เราจึงต้องประสานกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ร้านค้าเกิดการตระหนักรู้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดความมั่นคงด้านการค้ายาสูบมากขึ้นตามไปด้วย
"เราพยายามจะทำให้แตกต่างจากที่ผ่านมา โดยการเข้าพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น"
การค้ายาสูบไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายย่อย ควรได้รับการสนับสนุนเหมือนกับภาคธุรกิจอื่น ๆ แต่เนื่องจากในธุรกิจยาสูบมีรายย่อย ๆ เยอะ นอกจากการที่ความรู้ความเข้าใจด้านการทำธุรกิจยาสูบที่ถูกต้องยังมีอยู่น้อยแล้ว การที่เราจะเข้าไปพบปะหารือกับรายย่อย ๆ ตลอดจนการรวบรวมประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็ดี ทำให้เรายังไม่เข้าใจได้ลึกซึ้งมากพอ ซึ่งยังมีความไม่เข้าใจของร้านค้าทำให้เราไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริงจากร้านค้าที่เราจะต้องเข้าไปแก้ปัญหา ทำให้สัดส่วนในประเด็นปัญหาที่เราได้จากทั้งรายใหญ่ที่มีเข้ามาเยอะ และรายย่อยที่ยังมีไม่มากพอ
ในฐานะที่เรามาจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการค้าส่ง-ค้าปลีก ของสภาหอการค้าฯ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนด้านการค้าในภาพใหญ่ของประเทศไทย ในฐานะที่เราเป็นสมาชิกทำให้เราสามารถส่งต่อประเด็นปัญหาต่าง ๆ ผ่านไปยังคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเราผลักดันประเด็นปัญหาที่เรามี และอาจจะมีการเข้าร่วมการประชุมกับคณะกรรมการชุดดังกล่าว ตลอดจนการทำหนังสือนำส่งปัญหาเสนอต่อประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยต่อไปในอนาคต
อนึ่ง การจำแนก บุหรี่เถื่อน แบ่งออกเป็น 3 ประเภทที่สำคัญ 1 บุหรี่ที่ผลิตในต่างประเทศแต่ลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ไม่ผ่านขึ้นตอนทางภาษี ทำให้ต้นทุนต่ำ แต่เสี่ยงความเสียหายระหว่างการขนส่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับผู้สูบได้จากการปนเปื้อนเชื้อที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บรักษาและขนส่งผิดวิธี 2 บุหรี่ที่มีการหิ้วเข้ามาจากต่างประเทศ ผ่านกระบวนการทางภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดย 1 คนไทยสามารถหิ้วบุหรี่กลับเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้ไม่เกิน200มวนหรือ 1 คอตตอน และ 3 บุหรี่ที่ผลิตขึ้นมาแบบผิดกฎหมาย หรือไม่ผ่านขึ้นตอนการผลิตมาตรฐานแต่อย่างใด ซึ่งนับว่าเป็นประเภทยาสูบที่มีความอันตรายต่อผู้สูบมากที่สุด
ขณะที่โครงสร้างการจัดเก็บภาษีบุหรี่ มีด้วยกัน 2 อัตรา แบ่งเป็นบุหรี่ที่มีการจำหน่ายไม่เกินซองละ 72 บาท คิดภาษีเพิ่มในอัตราร้อยละ 25 และบุหรี่ที่มีราคาจำหน่ายเกิน 72 บาท จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มในอัตราร้อยละ 42 โดยเริ่มมีการจัดเก็บมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 โดยคาดว่าจะมีการกำหนดโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ราวต้นปี 2566 เพื่อพิจารณาการจัดเก็บที่รอบด้านมากขึ้น สะท้อนด้านการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ สุขภาพประชาชน ตลอดจนการแก้ไขปัญหาบุหรี่เถื่อนที่ทะลักเข้ามาจากราคาบุหรี่ที่แพงขึ้น
ขอบคุณที่มา : https://thereporter.asia/2023/01/17/ttta/
ข่าวน่าสนใจ
ทรงพระเจริญ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙
วันสำคัญทรงพระเจริญ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙
อ่านต่อ
โชห่วยยาสูบ ค้าน แนวคิดกำหนดผู้ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด ชี้ใช้ไม่ได้จริง เสี่ยงดันบุหรี่เถื่อนโต
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนสมาคมการค้ายาสูบไทยค้านแนวคิด “ห้ามประชาชนที่เกิดหลังปีที่กำหนดซื้อบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์นิโคตินตลอดชีวิต” ตั้งคำถามถึงประสิทธิผลของมาตรการในการลดคนสูบบุหรี่ เสี่ยงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หวั่นปัญหาบุหรี่เถื่อนขยายตัวอย่างรุนแรงและสร้างภาระเพิ่มให้ร้านค้าปลีกกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ จี้รัฐแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนให้ได้ก่อน ที่จะออกมาตรการใหม่มาซ้ำเติมสถานการณ์ทำให้กระทบหนักขึ้นแทบรับไม่ไหว นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย แสดงความกังวลต่อกระแสข่าวในช่วงวันงดสูบบุหรี่โลกที่ผ่านมา หลังนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังศึกษาแนวทางผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation ในประเทศไทย “การกำหนดปีเกิดเพื่อห้ามซื้อบุหรี่ไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่หรือแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขได้” ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามจำหน่ายบุหรี่ให้เยาวชนที่มีความเข้มงวดอยู่แล้ว แต่ปัญหาหลักคือ การแพร่ระบาดของบุหรี่เถื่อน ซึ่งยังคงเข้าถึงได้ง่ายและแพร่หลาย โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลเฉพาะกับร้านค้าที่ถูกกฎหมายเท่านั้น เมื่อผู้ที่ต้องการสูบบุหรี่ไม่สามารถซื้อจากร้านค้าที่ถูกต้องได้ ก็มีแนวโน้มหันไปพึ่งพาช่องทางผิดกฎหมายที่เข้าถึงง่ายกว่า ราคาถูกกว่า และไม่มีการตรวจสอบอายุผู้ซื้ออยู่แล้ว หากเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมตลาดผิดกฎหมายให้เติบโตมากขึ้น ทั้งที่ปัญหานี้ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลการสำรวจตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายพบว่า สัดส่วนบุหรี่เถื่อนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 6% ในปี 2560 เป็น 28% ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดผิดกฎหมายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่บุหรี่เถื่อนสามารถหาซื้อได้ง่ายทั้งในชุมชน และการขายผ่านออนไลน์ที่เติบโตเร็ว กลายเป็น “ตลาดมืดดิจิทัล” ผู้ขายใช้กลยุทธ์ใหม่ เช่น แฮชแท็กและกลุ่มปิดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ นางสาวธัญญศรัณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ร้านค้าปลีกทั่วประเทศยังกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะสร้างภาระในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก ปัจจุบันร้านค้าให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการตรวจสอบอายุผู้ซื้อเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำ 20 ปีอยู่แล้ว แต่หากมีการกำหนดสิทธิการซื้อจากปีเกิด ร้านค้าอาจต้องตรวจสอบบัตรประชาชนของลูกค้าทุกครั้ง แม้จะเป็นลูกค้าประจำหรือผู้สูงอายุก็ตาม ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริงเพราะมีความยุ่งยาก เสียเวลาและลูกค้าอาจไม่ให้ความร่วมมือ “สธ. ออกมาตรการแบบนี้ออกมาเท่ากับเป็นการผลักภาระให้ร้านค้าเป็นผู้รับผิดชอบ คำถามคือจะให้ร้านค้าตรวจสอบอย่างไร ต้องขอดูบัตรประชาชนทุกครั้งหรือไม่ และอาจต้องคำนึงถึง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การเปิดเผยชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตรประชาชนอาจถูกละเมิดสิทธิโดยเจ้าของไม่อนุญาต และหากต้องตรวจสอบอย่างละเอียด จะต้องมีเครื่องอ่านบัตรประชาชนหรือเครื่องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ร้านค้ารายย่อยต้องลงทุนเพิ่มอีกหรือเปล่า” สมาคมการค้ายาสูบไทยจึงเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข ชะลอการผลักดันนโยบายดังกล่าวออกไปก่อน และให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปราบปรามบุหรี่เถื่อนและการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและกำลังส่งผลกระทบต่อทั้งสังคม ร้านค้า และรายได้ของประเทศที่หายไปประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปีจากการเติบโตของบุหรี่เถื่อน “มาตรการเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อทั้งผู้สูบบุหรี่และร้านค้าบุหรี่ที่ถูกกฎหมายอย่างแน่นอน จึงควรต้องมีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านก่อน อย่าเพิ่งผลีผลามออกกฎหมายมา และในระหว่างที่กำลังรอรับฟังความคิดเห็นก็ควรจะหาทางแก้ไขปัญหาบุหรี่เถื่อนให้ได้อย่างเด็ดขาดด้วยการ ตัดวงจรการขายออนไลน์ทาง “โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม” ปิดกั้นการมองเห็นคอนเทนต์ รวมถึงตรวจสอบพัสดุที่มีการส่งบุหรี่ผิดกฎหมาย และขยายผลการปราบปรามไปยังเครือข่ายกลุ่มนายทุน ผู้บงการอยู่เบื้องหลังให้สิ้นซาก” ขอบคุณที่มา: https://smartnewsbkk.com/
อ่านต่อ
คุมเข้มชายแดน! หนองคายให้ความรู้ผู้ค้า ป้องกันสินค้าผิดกฎหมายทะลักเข้าไทย
ข่าวเด่นวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานประชุมชี้แจงสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า ณ บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้า (ตลาดนัดจุดผ่อนปรนไทย-ลาว) บ้านเปงจาน อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย โดยมีนายอำเภอรัตนวาปี,ด่านศุลกากรหนองคาย,ด่านกักกันสัตว์หนองคาย,ประมงหนองคาย,ด่านตรวจพืชหนองคาย และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย พ่อค้า แม่ค้า จากเมืองท่าพระบาท แขวงบ่อลิคำไซ สปป.ลาว เข้าร่วม แต่ไร้เงาพ่อค้า แม่ค้าไทยเข้าร่วมกิจกรรม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากจังหวัดหนองคายมีนโยบายที่เข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าหลบหนีศุลกากร สินค้าที่ไม่ผ่านกระบวนการตรวจกักตามกฎหมาย รวมถึงยาเสพติดทุกประเภทตามนโยบายของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดบริเวณแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ จุดเสี่ยงและช่องทางธรรมชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการรักษาความมั่นคงและการบริหารจัดการชายแดนของประเทศ ซึ่งจุดผ่อนปรนบ้านเปงจานได้รับการอนุญาตให้เปิดเพื่อการค้าชายแดนและแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคโภคบริโภคที่จำเป็น ระหว่างประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทยและประชาชน เมืองท่าพระบาท แขวงบ่อลิคำไซ สปป.ลาว ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.69 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำสินค้าที่ไม่ผ่านภาษีศุลกากร จึงได้บูรณาการเข้าตรวจสอบและทำการตรวจยึดสินค้าที่ไม่ผ่านภาษีศุลกากรได้ในพื้นที่บริเวณจุดผ่อนปรนบ้านเปงจานฯจำนวนมาก และพบมีการยัดใส้บุหรี่ต่างประเทศกว่า 90 คอตตอน ซุกมาในกระสอบกระเทียม การประชุมชี้แจ้งครั้งนี้ มีหน่วยงานหลัก 5 หน่วยงาน มาให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงานประจำจุดผ่อนปรน พ่อค้า แม่ค้า ไทย-ลาว และผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานศุลกากรหนองคาย ให้ความรู้เกี่ยวกับพิธีการศุลกากร ข้อกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าบริเวณจุดผ่อนปรน ด่านกักกันสัตว์หนองคาย โดย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ ชี้แจงแนวทางและมาตรการตรวจกักกันสัตว์และซากสัตว์เพื่อป้องกันโรคระบาดด่านประมงหนองคาย (ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมงเขต 2) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและนำเข้า-ส่งออกสัตว์น้ำ ด่านตรวจพืชหนองคาย โดย หัวหน้าด่านตรวจพืชหนองคาย ให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบศัตรูพืชในสินค้าเกษตร และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ชี้แจงมาตรฐานและกฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหาร และยาที่สามารถนำผ่านแดนได้อย่างถูกต้อง จากนั้น คณะฯได้เปิดรับฟังความคิดเห็นและสภาพปัญหาโดยตรงจากพี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวลาวที่ประกอบกิจกรรมในพื้นที่ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเชิงรุก เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานราชการ อันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือชายแดนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืนและโปร่งใสต่อไป ขอบคุณที่มา: https://siamrath.co.th/
อ่านต่อ
กมธ.งบฯ70' ถกภาษีบุหรี่ ห่วงบุหรี่เถื่อนฉุดรายได้ประเทศ
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาฯ แถลงความคืบหน้าการพิจารณางบประมาณ ว่า ปัจจุบันกมธ. ได้ใช้เวลาในการพิจารณางบประมาณมาแล้วทั้งสิ้น 5 วัน รวม 39 ชั่วโมง หน่วยงานที่ผ่านการพิจารณา งบกลาง 12 รายการ หน่วยรับงบประมาณ 37 หน่วย 5 กองทุน คิดเป็น 1.62% ของหน่วยงานที่ต้องพิจารณาทั้งหมด นายกรวีร์ กล่าวต่อว่าสำหรับการพิจารณาเมื่อวันที่ 8 ก.ค. มีประเด็นที่น่าสนใจ คือการพิจารณางบประมาณของกรมสรรพสามิต จำนวน 5,554,719,400 บาท โดยมีกมธ.บางคน สอบถามว่า จากข้อมูลการจัดเก็บภาษีบุหรี่พบว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีแบบ 2 อัตรา มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประเมินว่า การจัดเก็บภาษีรูปแบบนี้รัฐอาจสูญเสียรายได้ประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าระบบภาษีในปัจจุบัน อาจยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงมีคำถามว่า กรมสรรพสามิตมีแผนเร่งรัดการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้จากอย่างไร นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า ผู้แทนกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีบุหรี่ใช้ระบบภาษี 2 อัตรา ส่งผลให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนบริโภคสินค้าที่มีภาระภาษีต่ำกว่าซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า ประกอบกับปัญหาการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ จึงทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ทั้งนี้ ได้ศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราระบบเดียวแล้ว และอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบภาษี อุตสาหกรรมยาสูบ เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและรายได้ของภาครัฐต่อไป นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า การพิจารณางบฯ70 เป็นครั้งแรกที่ได้ถ่ายทอดสดให้ประชาชนติดตามการทำงานของกมธ. ทั้งนี้เห็นได้ว่าในการไม่ได้พิจารณาแค่ตัวงบประมาณ แต่พิจารณาว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนนั้น จะถูกนำไปใช้ให้ประโยชน์ได้อย่างไร นอกจากจะพิจารณางบประมาณแล้ว พิจารณาข้อสังเกตในข้อเสนอแนะรวมถึงคำถามเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยงานราชการด้วย ด้านน.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกมธ.งบฯ70 กล่าวว่า สำหรับกรมธนารักษ์ งบประมาณจำนวน 6,443,359,600 บาท มีกมธ. หลายคนได้ถามถึงการบริหารจัดการที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาประชาชนที่เข้าใช้พื้นที่ของรัฐมาเป็นเวลานาน และการนำที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ซึ่งกมธ.บางคน เสนอให้กรมธนารักษ์ทบทวนการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ส่วนราชการขอใช้ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ควรนำกลับมาบริหารจัดการ เช่น เปิดให้ประชาชนเช่าหรือพัฒนาในรูปแบบที่เหมาะสม โดยกรมธนารักษ์ชี้แจงว่า การแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ราชพัสดุของประชาชน ได้ดำเนินโครงการธนารักษ์เพื่อราษฎร์ ตั้งแต่ปี 62 เพื่อจัดระเบียบการใช้ที่ราชพัสดุของประชาชน โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 119,800 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการประมาณ 15,000 ราย ผู้ได้รับสิทธิสามารถทำสัญญาเช่า และนำเอกสารไปใช้ประกอบการขอทะเบียนบ้าน ขอใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และขอสินเชื่อได้ น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า กรมธนารักษ์ยังเปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 70 มีแผนปรับแนวทางบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่เอกชนเช่ามาเป็นเวลานาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาเช่าพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้การจัดสรรเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศสูงสุด ขอบคุณที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/
อ่านต่อสมัครสมาชิก
สำหรับผู้ประกอบกิจการการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ หรือวิสาหกิจ ในทางการค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยตรง อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 200 บาท และค่าบำรุงสมาคม 100 บาท / 2 ปี (ปีละ 50 บาท เก็บทุกๆ สองปี)สมาชิกประเภทวิสามัญ สำหรับผู้มีความสนใจหรือมีความรู้เกี่ยวกับยาสูบหรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือ ผู้ประกอบวิสาหกิจในทางการค้า อุตสาหกรรม หรือการเงิน การขนส่งยาสูบ หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือธุรกิจใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับยาสูบ หรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 1,000 บาท และค่าบำรุงสมาคม 1,000 ต่อปี
แจ้งเบาะแสบุหรี่ผิดกฎหมาย
พบเห็นการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งผ่านช่องทางออนไลน์ของทางสมาคม และสมาคมจะนำข้อมูลเหล่านี้ยื่นต่อหน่อยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ผู้ที่แจ้งเบาะแสสามารถติดตามผลการแจ้งได้โดยใส่รหัสอ้างอิงที่ได้รับแจ้ง
เบาะแส