ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน ศ., 23 ม.ค. 69

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองโชว์วิสัยทัศน์ เสนอแก้ 3 ปัญหาร้อนอุตสาหกรรมยาสูบ ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย ยันพร้อมช่วยเหลือชาวไร่เต็มที่

เครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองใหญ่ เปิดเวทีโชว์วิสัยทัศน์-ชูนโยบายแก้ปัญหาหนักใจชาวไร่ยาสูบ แรงงานในไร่ ร้านโชห่วย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ เผยโจทย์ใหญ่ที่ฝากถึงทุกพรรค ขอร่วมกันคิดทางออกเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมยาสูบไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมเดินหน้าปราบบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง “ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย” ประกาศพร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติช่วยชาวไร่ยาสูบและร้านโชห่วยอย่างเต็มที่ นายสุธี ชวชาติ ประธานภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ชาวไร่ยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว แรงงานในไร่และผู้พึ่งพิงรวมกว่าแสนคนทั่วประเทศ กำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก อุตสาหกรรมยาสูบสร้างรายได้จากภาษีสรรพสามิตเกือบ 5 หมื่นล้านบาท และส่งออกอีกกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่ชาวไร่กลับต้องเผชิญความเสี่ยงขาดทุน รายได้ลด หนี้สินพุ่ง เหตุจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ขณะเดียวกัน บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็ทะลักเข้าตลาด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” นายสันต์ หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าใบยาสูบเตอร์กิซภาคอีสาน เผยว่า “อยากเห็นการตั้ง “กองทุนช่วยเหลือชาวไร่” เพื่อเป็นหลักประกันอาชีพ พร้อมเสนอให้รัฐส่งเสริมการทำประกันภัยยาสูบและพืชผลมูลค่าสูง ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกใบยาสูบไทย เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เช่น สกัดนิโคตินเหลว เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชาวไร่ในอนาคต” นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ตลอดเวลาการยาสูบฯ ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทั้งการห้ามโฆษณา การใช้โลโก้ และการแสดงตราสินค้าที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ในขณะที่บุหรี่เถื่อนกลับมีบรรจุภัณฑ์สวยงาม สีสันหลากหลาย มีกลิ่นรสให้เลือกมากมาย สะท้อนถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างสินค้าถูกกฎหมายกับสินค้าเถื่อน” นายสุเทพ กล่าวต่อว่า “การยาสูบฯ ต้องรับภาระส่งเงินเข้าคลังสูงสุดถึง 93% ก่อนจะปรับเหลือ 88% การยาสูบฯ เหลือไว้เพียง 12%  ของกำไรสุทธิ ที่เอาไว้บริหารต้นทุนทั้งหมดขององค์กร ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ และยังต้องดูแลต้นทุนการผลิตทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตอีก ยิ่งเอื้อให้สินค้าผิดกฎหมายเติบโต สิ่งที่อยากฝากทุกภาคส่วนคือ ให้เปิดโอกาสให้การยาสูบฯ รับจ้างผลิตบุหรี่ภายใต้เงื่อนไขใช้ใบยาไทยในประเทศ พร้อมขยายสู่การผลิตสินค้ารูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้างทางรอดให้หน่วยงานรัฐ และเพิ่มรายได้เข้าประเทศในระยะยาว” นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมายกว่า 5 แสนรายทั่วประเทศ ระบุว่า “บุหรี่เถื่อนเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อร้านโชห่วยในฐานะกลุ่มปลายน้ำ โดยปัจจุบันบุหรี่เถื่อนทะลักเข้าสู่ตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของตลาด และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 2,300% สินค้าเถื่อนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเงินทุนสีเทา ส่งผลให้ร้านโชห่วยที่ทำธุรกิจสุจริตต้องสูญเสียรายได้อย่างต่อเนื่อง” ภาคีเครือข่ายยาสูบฯ ยังได้เสนอนโยบายบุหรี่ผิดกฎหมายต้องเป็นศูนย์ โดยอยากให้มีการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการการกระทำผิดซ้ำ ยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทขนส่งเพื่อป้องกันการขายทางช่องทางออนไลน์ และการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายศุลกากร โดยพรรคการเมืองที่ได้เข้าร่วมประชุม ต่างนำเสนอความเห็นและวิสัยทัศน์ พร้อมกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนี้ นายโอภาส อาลมิสรี รองโฆษก พรรคเสรีรวมไทย เผยว่า “ผมถือเป็นหนึ่งในผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มแรก ๆ ที่นำประเด็นบุหรี่ไฟฟ้ามาเสนอเป็นนโยบาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ผมขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเดินหน้า แก้ไขกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า และนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมาย จะทำให้รัฐสามารถกำกับดูแลได้จริง ทั้งเรื่องอายุผู้ซื้อ มาตรฐานสินค้า การจัดเก็บภาษี และการคุ้มครองเยาวชน การคงสถานะความผิดกฎหมายเอาไว้ อาจมีบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากระบบใต้ดินหรือไม่ ในขณะเดียวกัน เรื่อง บุหรี่เถื่อน พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดย ตรึงแนวชายแดนให้เข้มงวดทุกจุด ทุกด่านต้องมีเครื่อง X-Ray และระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพราะวันนี้การตรวจตู้สินค้ายังทำได้เพียงบางส่วน เปิดช่องให้สินค้าผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ เมื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจังได้ จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ชาวไร่ โรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงรายได้ของรัฐ ซึ่งพรรคให้คำมั่นว่า ภายในระยะเวลา 12 เดือน จะเร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยุติการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย หากสามารถขจัดบุหรี่เถื่อนออกจากระบบได้ การยาสูบฯ จะสามารถดำเนินการจัดซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ได้เต็มศักยภาพ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดโควตา และสามารถนำไปต่อยอดสู่การผลิตเพื่อการส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากการแก้ปัญหาเชิงกฎหมายและการปราบปรามแล้ว พรรคยังมองไปข้างหน้าในมิติของ นวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า เราต้องไม่หยุดอยู่แค่การผลิตวัตถุดิบ แต่ต้องผลักดันการสร้าง Branding ของอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้ไปไกลถึงระดับโลก รวมถึงการต่อยอดนิโคตินและใบยาสูบไทยสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและประเทศอย่างยั่งยืน” ด้านพรรคประชาชน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต ให้มุมมองว่า “พรรคประชาชนไม่ได้นิ่งเฉยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร แนวทางสำคัญอันดับแรกคือ การขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตควรเชื่อมโยงกับทะเบียนเกษตรกรโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิทธิและสวัสดิการเข้าถึงอย่างเป็นธรรม โดยชาวไร่ยาสูบที่อยู่ในระบบ ต้องได้รับการดูแลไม่แตกต่างจากเกษตรกรกลุ่มอื่น พรรคมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรในภาพรวม ทั้งการสนับสนุนปุ๋ยตามค่าความเหมาะสมของดิน รายละ 500 บาท ครอบคลุมพืชทุกชนิด และการสนับสนุนคูปองตรวจรับรองมาตรฐาน GAP มูลค่า 5,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มโอกาสทางการตลาด ในเรื่องโควตาการรับซื้อใบยาสูบ พรรคเห็นว่าต้องมีความชัดเจนระยะยาว เสนอให้กำหนดโควตาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและรายได้ได้อย่างมั่นคง โดยการปรับเปลี่ยนพืชต้องเป็น “ทางเลือก ไม่ใช่ข้อบังคับ” เกษตรกรยังสามารถปลูกยาสูบและทำสัญญาระยะยาวต่อไปได้ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนพืช พรรคมีมาตรการช่วยเหลือทั้งเงินสนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ และการลดหนี้ร้อยละ 20 ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อบรรเทาภาระในช่วงเปลี่ยนผ่าน อีกประเด็นสำคัญคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะเกษตรกรสูงอายุ หากตรวจสอบแล้วพบว่าชำระเกินเงินต้น ให้ยกเลิกหนี้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่ถึงเงินต้น จะลดหนี้ร้อยละ 50 และปรับโครงสร้างหนี้ให้จบภายใน 15 ปี เพื่อไม่ให้ภาระตกทอดถึงลูกหลาน ขอบคุณที่มา: https://bangkok-today.com/?p=782960 

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน พฤ., 11 ธ.ค. 68

สมาคมการค้ายาสูบไทยหนุน ภาษีอัตราเดียว คู่ การปราบปรามบุหรี่เถื่อน

สมาคมการค้ายาสูบไทยหนุน “ภาษีอัตราเดียว” คู่ “การปราบปรามบุหรี่เถื่อน” สร้างความเชื่อมั่นโชห่วยกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ สมาคมการค้ายาสูบไทยขานรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นแบบ “อัตราเดียว” เชื่อหากอัตราภาษีที่เหมาะสมและสมดุล ผนวกกับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายที่เข้มงวดจริงจัง จะสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่น ให้แก่ร้านค้าปลีกถูกกฎหมายกว่า 400,000 ร้านทั่วประเทศอีกด้วย นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ แสดงความขอบคุณต่อความพยายามอันเข้มข้นของหน่วยงานรัฐในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามในการสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมยาสูบ และสร้างประโยชน์แก่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรง การประกาศแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ในครั้งนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่กรมฯ จะได้ดูแลธุรกิจรากหญ้าผ่านการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม สร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคตได้ “สมาคมฯ ขอชื่นชมและขอเป็นกำลังใจต่อความพยายามในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนของท่านอธิบดีกรมสรรพสามิต ดร. พรชัย เพราะการปราบปรามบุหรี่เถื่อนเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องร้านค้าถูกกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างถูกต้อง ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะต้องเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าถูกกฎหมายได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่สูงจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผลักไปหาของผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ ส่วนโครงสร้างภาษีอัตราเดียวน่าจะมีความเหมาะสมและเป็นสากลเพราะกรมสรรพสามิตคงได้ศึกษาวิจัยมาอย่างดีแล้ว หากเรากำหนดอัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไปควบคู่กับการปราบปรามแบบสุดซอย จะสามารถควบคุมตลาด และส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพสุจริต และเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางสาวธัญญศรัณ กล่าวว่า “ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รูปแบบภาษีใด การปราบปรามบุหรี่เถื่อนควรดำเนินต่อไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับโครงสร้างภาษีของอุตสาหกรรมที่เหมาะสมเพื่อให้รัฐบรรลุเป้าหมายด้านรายได้และการควบคุมสินค้าได้อย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้กับผู้ค้าปลายน้ำที่ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย"  ขอบคุณที่มา: https://www.naewna.com/

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน พ., 12 พ.ย. 68

ส.ค้ายาสูบไทยร้องก.ดีอี จี้ Facebook เร่งปราบ “บุหรี่เถื่อน” ออนไลน์

สมาคมการค้ายาสูบไทย ออกโรงแสดงความกังวลต่อการจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยระบุว่า Facebook กลุ่ม (Groups) และเพจ (Pages) ยังคงเป็นช่องทางหลักในการกระจายบุหรี่เถื่อนที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มอายุอย่างเปิดเผย ทำให้ความพยายามของหน่วยงานภาครัฐในการปราบปรามตลอดทั้งปีถูกบั่นทอน สะท้อนการละเลยในการตรวจสอบควบคุม นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า ปัญหาหลักเกิดจากผู้ขายยังสามารถตั้งชื่อและโชว์รูปภาพบุหรี่ได้อย่างโจ๋งครึ่มผ่านเพจและกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการขายแบบเปิดเผยหรือการยิงโฆษณา นอกจากนี้ ผู้ขายยังหัวหมอโดยใช้ตัวย่อแทนการระบุคำว่า “บุหรี่” โดยตรงควบคู่กับการแสดงรูปสินค้า ทำให้มาตรการปิดกั้นคำค้นหาไม่สามารถยับยั้งการซื้อขายออนไลน์ได้อย่างแท้จริง นางสาวธัญญศรัณ เน้นย้ำว่า Facebook ต้องปิดกั้นทุกช่องทางทั้ง Marketplace กลุ่ม ชื่อเพจ ชื่อสินค้า และใช้เครื่องมือ AI ที่มีอยู่ตรวจสอบเนื้อหาและรูปภาพว่าเป็นบุหรี่หรือไม่ด้วย นอกจากนี้ การยิงโฆษณายังเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดการเข้าถึงสินค้าผิดกฎหมายได้โดยไม่จำกัดกลุ่มอายุ สมาคมฯ กล่าวถึงเอกสารลับของ Meta (บริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp) ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว Reuters ซึ่งสะท้อนด้านมืดของแพลตฟอร์ม โดยมีการคาดการณ์ว่ารายได้ในปี 2567 อาจมาจากโฆษณาหลอกลวงและสินค้าผิดกฎหมายสูงถึง 10% หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าไม่มีการปิดกั้นโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าอันตรายและผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นช่องโหว่ด้านธรรมาภิบาลของเจ้าของแพลตฟอร์มในการปกป้องเด็กและเยาวชน และขาดความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมายไทย ผู้อำนวยการบริหารสมาคมฯ ย้ำว่า พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ของไทยระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเด็ดขาด รวมถึงห้ามแสดงผลิตภัณฑ์และโฆษณาทำการตลาดด้วย การที่ Facebook ยังเปิดช่องให้มีการซื้อขายบุหรี่เถื่อนได้ จึงถือเป็นการละเมิดและบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย ท่ามกลางความพยายามของหน่วยงานราชการไทยหลายภาคส่วน เช่น กรมสรรพสามิต ตำรวจสอบสวนกลาง กรมการปกครอง และกรมศุลกากร ที่ต่างมุ่งมั่นปราบปรามและจับกุมบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่สำคัญในยุคดิจิทัลนี้ สมาคมการค้ายาสูบไทยจึงเรียกร้องให้ Facebook ใช้เครื่องมือและมาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อหยุดยั้งการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง รวมทั้งให้กระทรวงดิจิทัลฯ เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเพราะเป็นภัยสังคมตามนโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งนี้ จากสถิติกรมสรรพสามิต ปี 2568 การจับกุมคดีเกี่ยวกับยาสูบเพิ่มขึ้นเป็น 18,305 คดี จาก 13,143 คดีในปี 2567 (เติบโต 39%) และค่าปรับรวมสูงถึง 1,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 225% สมาคมขอขอบคุณกรมสรรพสามิตที่ดำเนินการปราบปรามต่อเนื่องเพื่อปกป้องรายได้ภาษีและผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมายและพร้อมให้ความร่วมมือในการต่อต้านบุหรี่เถื่อนในทุกด้าน ขอบคุณที่มา : https://siamrath.co.th/ 

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน พ., 20 ส.ค. 68

จับคาด่าน! หนุ่ม 29 ลอบขนบุหรี่เถื่อน ยึดของกลางมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

รวบบุหรี่เถื่อนคาด่าน! ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ จับหนุ่มขนบุหรี่เถื่อน มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาทเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่กองพลทหารรายฃบที่ 9 (พล ร.9) พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองพลหารราบที่ 9 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ พร้อม นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวในพื้นที่ ว่าจะมีการลักลอบขนบุหรี่เถื่อนจากชายแดน ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามายังพื้นที่ตอนใน โดยใช้เส้นทาง ถนนหมายเลข 323 จึงได้วางแผนจับกุมพร้อมสั่งการให้ พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พ.อ. ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 สภ.สังขละบุรี และฝ่ายปกครอง อำเภอสังขละบุรี ทำการตั้งจุดตรวจจุดสกัดร่วมกัน กระทั่งเวลา 22.00 น. เมื่อคืนนี้ (4 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัด บริเวณจุดตรวจร่วมน้ำเกริ๊ก ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มุ่งหน้า อ.ทองผาภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่สายข่าวรายงาน กระทั่งตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย จึงได้ส่งสัญญาณหยุดรถและแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจสอบ ทราบชื่อคนขับคือ นายพีระพล (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ขณะพูดคุย เจ้าหน้าที่สังเกตพบอาการพิรุธชัดเจน และสังเกตพบว่าบริเวณเบาะด้านหลังคนขับมีผ้าใบสีน้ำตาลคลุมสิ่งของบางอย่างไว้ จึงได้ ขอทำการตรวจคน พบบุหรี่หนีภาษีกว่า 1,030 คอตตอน ซุกซ่อนอยู่บริเวณเบาะด้านหลังคนขับ และบริเวณด้านท้ายกระบะ เปรียบเทียบราคาปรับของสรรพสามิต เป็นเงินกว่า 9.27 ล้านบาท นายพีระพล ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างด้วยเงินจำนวน 2,000 บาท จากนายอ้วน (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุล) ให้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปส่งบริเวณ ถนนปากทางเข้า โรงเรียนลาซาน สังขละบุรี ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หลังจากนั้นจะมีบุคคลอื่นนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปยังพื้นที่ตอนใน เพื่อนำบุหรี่หนีภาษีไปจำหน่ายต่อไป เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางและนำตัวผู้กระทำความผิดส่ง สภ.สังขละบุรี เพื่อทำการเปรียบเทียบปรับและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก https://www.matichon.co.th/politics/news_5308244

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน พ., 9 ก.ค. 68

บุหรี่เถื่อนทะลักพุ่งกว่า 28% 5 จังหวัดภาคใต้ครองแชมป์ วอนรบ.เร่งปราบ ส.ค้าบุหรี่จับตาปิดด่านเขมร เปลี่ยนวิธีขน

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม สมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยตัวเลขบุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 28.1% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภาคใต้ 5 จังหวัดยังครองแชมป์บุหรี่เถื่อนสูงสุด เรียกร้องรัฐบาลดำเนินมาตรการแข็งกร้าว เช่นเดียวกับที่ปราบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือร้านค้าโชห่วยภาคใต้ กรุงเทพฯ ปริมณฑล ชาวไร่ยาสูบในภาคเหนือและภาคอีสานซึ่งอยู่ต้นน้ำ และทวงคืนเงินภาษีที่หายไป ทั้งนี้จากการสำรวจซองบุหรี่เปล่าของอุตสาหกรรมยาสูบ พบว่า อัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 อยู่ที่ 28.1% เพิ่มขึ้น 2.7% จากการสำรวจครั้งก่อนที่ 25.4% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท จังหวัดที่มีความชุกชุมของบุหรี่ผิดกฎหมายมากที่สุดยังอยู่ในภาคใต้ตอนล่าง โดยพบมากที่สุดในจังหวัด สตูล (94.4%) สงขลา (90.8%) พัทลุง (82.3%) ภูเก็ต (73.3%) และนครศรีธรรมราช (61.1%) อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ชายแดนเท่านั้น เพราะแม้แต่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ยังคงติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แม้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจะปราบปรามผู้กระทำผิดได้มากขึ้น นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลอีกคือ การสำรวจครั้งนี้พบบุหรี่เถื่อนจากประเทศกัมพูชาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งบุหรี่เหล่านี้มีต้นทุนต่ำ เมื่อถูกลักลอบนำเข้ามาขายในราคาถูก ก็ทำให้ร้านค้าถูกกฎหมายสู้ไม่ได้ เพราะบุหรี่เถื่อนสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบ่งขาย โฆษณา ลดราคา หรือสั่งออนไลน์และส่งพัสดุตรงถึงบ้าน ผิดกับร้านค้าที่มีต้นทุนตั้งแต่การขอใบอนุญาตขายบุหรี่อย่างถูกต้องในทุกๆ ปี   “สัดส่วนการบริโภคบุหรี่เถื่อน 28.1% นี้ คิดเป็นปริมาณบุหรี่ประมาณ 8,000 ล้านมวน มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 30,000 ล้านบาท ที่สูญหายไปกับการขาดรายได้ของชาวไร่ยาสูบมากกว่า 260 ล้านบาท รายได้ภาษีสรรพสามิตและภาษีอื่นๆ เกือบ 25,000 ล้านบาท และการขาดรายได้ของร้านค้ายาสูบที่ถูกกฎหมายอีกประมาณ 2,300 ล้านบาท” น.ส.ธัญญศรัณกล่าวว่า สมาคมการค้ายาสูบไทยตั้งข้อสังเกตว่า ต้องจับตาดูผลกระทบของการปิดชายแดนกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบุหรี่เถื่อนเหล่านี้มักถูกขนส่งเข้ามาผ่านจุดผ่อนปรน ช่องทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเลตลอดแนวชายแดน จันทบุรี ตราด และสระแก้ว แล้วส่งผ่านไปรษณีย์ไทยหรือขนส่งเอกชนกระจายไปทั่วประเทศ การปิดชายแดนอาจทำให้ขบวนการลักลอบปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศ” “สมาคมขอเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งการปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างเด็ดขาดและจริงจัง เพื่อช่วยปกป้องผู้ค้าที่ทำถูกกฎหมายกว่า 400,000 รายทั่วประเทศที่เป็นของไทย โดยมีผลงานที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อพี่น้องประชาชนแต่ยังไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวต่อการบังคับใช้กฎหมาย เพราะตัวเลขที่ออกมาบอกชัดเจนว่าปัญหาถึงจุดวิกฤตแล้ว และเรารอต่อไปไม่ได้”   ขอบคุณที่มา https://www.matichon.co.th/

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน ศ., 20 มิ.ย. 68

สรรพสามิตบุกจับร้านจำหน่ายบุหรี่เถื่อนในจังหวัดชลบุรี พบของกลางกว่า 26,000 ซอง ประมาณการค่าปรับกว่า 19 ล้านบาท พร้อมเผยผลปราบปรามรอบ 8 เดือน ปีงบประมาณ 2568

กรมสรรพสามิตจับร้านจำหน่ายบุหรี่เถื่อน จ.ชลบุรี ยึดของกลางกว่า 26,000 ซอง คิดเป็นค่าปรับกว่า 19 ลบ. พร้อมเผยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 รอบ 8 เดือน พบคดีบุหรี่เถื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 31 กรมสรรพสามิต โดยสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ชลบุรี 1 เดินหน้าปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายภาษีสรรพสามิต ภายใต้นโยบาย “Zero Tolerance : สินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตต้องเป็นศูนย์” บุกจับร้านจำหน่ายบุหรี่เถื่อนในจังหวัดชลบุรี ยึดของกลางกว่า 26,000 ซอง คิดเป็นค่าปรับกว่า 19 ล้านบาท พร้อมเผยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รอบ 8 เดือน (1 ตุลาคม 2567 – 31 พฤษภาคม 2568) พบคดีบุหรี่เถื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 31.03        ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่สรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ชลบุรี 1 ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีร้านค้าลักลอบขายส่งบุหรี่ที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิต ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี โดยมีการจัดส่งสินค้าผ่านบริษัทขนส่งเอกชนไปทั่วประเทศเจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบร้านค้าแห่งหนึ่งมีพฤติการณ์ต้องสงสัยมีการจัดเตรียมและบรรจุกล่องพัสดุจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงวางแผนล่อซื้อโดยแฝงตัวเข้าใช้บริการภายในร้านดังกล่าว พบผู้ต้องหากำลังทำการบรรจุพัสดุเพื่อเตรียมส่งให้ผู้ซื้อ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นบุหรี่ที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิต เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 จากการตรวจสอบภายในร้านพบกล่องพัสดุต้องสงสัยจำนวนมากภายในบรรจุบุหรี่ซิกาแรตที่ไม่ได้เสียภาษีรวมทั้งสิ้น 26,360 ซอง คิดเป็นค่าภาษีสรรพสามิต เป็นเงินจำนวน 1,279,850.86 บาท ประมาณการค่าปรับเป็นเงินจำนวน 19,197,762.90 บาท ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า "มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี" ตามมาตรา 204 และ "มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี" ตามมาตรา 203 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยได้ดำเนินการส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเสม็ด จังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป        ดร. กุลยาฯ กล่าวต่อว่ากรมสรรพสามิตดำเนินงานภายใต้นโยบาย “Zero Tolerance : สินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตต้องเป็นศูนย์” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ยกระดับการทำงานเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งการปราบปรามและสืบค้น นำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบการกระทำผิดผ่านศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ของกรมสรรพสามิต รวมถึงยังได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานภายนอกเพื่อปราบปรามและจับกุมขบวนการผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 อย่างต่อเนื่อง ผลจากการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (1 ตุลาคม 2567 – 31 พฤษภาคม 2568) กรมสรรพสามิตสามารถปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้รวมทั้งสิ้น 24,550 คดี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 12.29  คิดเป็นค่าปรับ 568.98 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับ 3,749.81 ล้านบาท แบ่งเป็น1. ยาสูบ จำนวน 10,966 คดี จำนวนของกลาง แบ่งเป็นยาสูบในประเทศ 382,680 ซอง และยาสูบต่างประเทศ 3,024,554 ซอง2. สุรา จำนวน 10,585 คดี จำนวนของกลาง แบ่งเป็นสุราในประเทศ 70,990.098 ลิตร และสุราต่างประเทศ 21,893.882 ลิตร3. น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 986 คดี จำนวนของกลาง 959,671.700 ลิตร4. รถจักรยานยนต์ จำนวน 846 คดี จำนวนของกลาง 3,661 คัน 5. ไพ่ จำนวน 392 คดี จำนวนของกลาง 19,119 สำรับ 6. เครื่องหอมและเครื่องสำอาง จำนวน 193 คดี จำนวนของกลาง 124,728 ขวด7. รถยนต์ จำนวน 187 คดี จำนวนของกลาง 951 คัน8. แบตเตอรี่ จำนวน 177 คดี จำนวนของกลาง 409,808 ก้อน9. เครื่องดื่ม จำนวน 141 คดี ของกลาง 56,324.092 ลิตร10. สินค้าอื่น ๆ จำนวน 77 คดีดร. กุลยาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพสามิตจะเดินหน้าในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อขจัดปัญหาสินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิต ภายใต้นโยบาย “Zero Tolerance : สินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตต้องเป็นศูนย์” เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางภาษี และคุ้มครองประโยชน์ของรัฐ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิต สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่กรมสรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วน 1713 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทางเว็บไซต์ www.excise.go.th โดยกรมสรรพสามิตจะเก็บรักษาข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป ขอบคุณที่มา: https://www.thaigov.go.th/

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน พ., 23 เม.ย. 68

‘ฝ่ายปกครอง’ ลุยจับ ‘บุหรี่เถื่อน’ เครือข่ายผู้มีอิทธิพลในภูเก็ต

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง จัดชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และนายศักดิ์ชัย โรจน์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง นำกำลังเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมกว่า 50 นาย ปูพรมเมืองภูเก็ตบุกจับร้านขายบุหรี่เถื่อนและขบวนการลักลอบขนส่งบุหรี่เถื่อนทั้งหมด 4 จุด ได้แก่  1. ร้านประตูน้ำเงิน ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต2. ร้านหน้าการเคหะ ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต3. ห้องพัก 72/7 (สถานที่เก็บบุหรี่ผิดกฎหมาย) ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต4. ร้านสามแยกบ้านสวน ถนนรัษฎานุสรณ์ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นมาจาก กรมการปกครอง ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวภูเก็ตว่ามีการลักลอบจำหน่ายและขนส่งบุหรี่เถื่อนเป็นจำนวนมาก  โดยจากการสืบสวนพบว่า การจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายในพื้นที่อำเภอเมืองภูเก็ต มีการลักลอบนำเข้ามาเป็นกระบวนการผ่านทางเรือนำเที่ยว ซึ่งมีเจ๊ใหญ่ อักษรย่อ บ. เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และพบเป็นเครือข่ายร้านจำหน่ายบุหรี่เถื่อนของบุคคลที่ใช้ชื่อในวงการนามว่า “จ่าแว่น” ซึ่งมีการสั่งของและขนส่งผ่านทางบริษัทเอกชนชื่อดังรายหนึ่ง โดยมีเครือข่ายต้นทางมาจากพื้นที่ภาคใต้ปลายด้ามขวาน เชื่อมโยงกับเครือข่ายค้าบุหรี่เถื่อนรายใหญ่ที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองได้ดำเนินการจับกุม ในช่วงปีที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง จึงลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อทำการสืบสวน  พบพฤติการณ์ของขบวนการขายบุหรี่เถื่อนดังกล่าว เป็นการเปิดร้านโดยใช้ห้องขนาดเล็ก มีเพียงแค่ช่องบานเลื่อนขนาดพอที่จะเห็นกันได้ เพื่อทำการลักลอบขายบุหรี่เถื่อนให้กับลูกค้าซึ่งเป็นผู้บริโภคบุหรี่เถื่อนโดยตรง ซึ่งจากการสืบสวนยังปรากฎข้อมูลในทางลับว่าเครือข่ายนี้เป็นเครือข่ายของผู้มีอิทธิพล และนักการเมืองซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สมัครสภาท้องถิ่น ที่จะดำเนินการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ โดยเครือข่ายนี้จะมีความระมัดระวัง มีการอำพราง และมีการวางแผนการหลบหนีไว้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการกระจายสินค้าบุหรี่เถื่อนไปยังลูกค้าทั่วประเทศ โดยขายผ่านช่องทางออนไลน์ และ LINE OpenChat ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก  จากการเข้าตรวจค้นห้องแถวบริเวณหน้าการเคหะ และจุดอื่นอีกจำนวน 3 จุด พบว่าด้านในเป็นห้องขนาดเล็กมีบุหรี่ผิดกฎหมายจำนวนหนึ่ง และมีช่องลับที่ใช้สำหรับเป็นช่องทางการหลบหนี ทั้งพบว่า ด้านหลังร้านจำหน่ายบุหรี่หน้าการเคหะดังกล่าว ปรากฏมีการใช้ห้องพักชั้น 1 ของแฟลตการเคหะ ขนาดกว้างประมาณ 30 ตร.ม. มีการล็อคกุญแจห้องไว้อย่างแน่นหนา เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับเก็บบุหรี่ผิดกฎหมาย จากการจับกุมตรวจพบของกลางเป็นบุหรี่เถื่อน ประเมินมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นแล้วพบว่ารัฐต้องสูญเสียค่าปรับทางภาษีประมาณ 4 ล้านบาท และจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 3 ราย  และแจ้งข้อกล่าวหาในความผิด ฐาน 1. มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่เป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน 2. ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่เป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน 3. นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของออกไปจากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์บน โรงพักสินค้า ที่มั่นคง ท่าเรือรับอนุญาต หรือเขตปลอดอากร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร4. ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 และมาตรา 246 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ทั้งนี้ นายรณรงค์ กล่าวว่า ฝากถึงประชาชนขอให้มีความเชื่อมั่นว่ากรมการปกครอง จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง การที่ประชาชนให้การสนับสนุนโดยการซื้อบุหรี่ปลอมนั้น จะทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการค้ายาสูบที่เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นจำนวนมหาศาล และไม่ว่าจะสูบบุหรี่แบบใด ย่อมเป็นอันตรายต่อชีวิตของตัวเองและผู้คนรอบข้าง แต่หากสูบบุหรี่ปลอม ก็ยิ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นไปอีก และขอความร่วมมือประชาชนทุกท่าน หากพบเห็นเบาะแส หรือต้องการแจ้งให้ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน สามารถแจ้งศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย หมายเลขโทรศัพท์ 1567   ขอบคุณที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน พ., 23 เม.ย. 68

บุหรี่เถื่อนออนไลน์ระบาด ส. ค้ายาสูบไทย ชง 2 มาตรการเด็ดสกัดพัสดุเถื่อน

สมาคมการค้ายาสูบไทย ชี้บุหรี่เถื่อนระบาดสูง ใน กทม.และปริมณฑล เพราะสั่งออนไลน์ส่งพัสดุถึงบ้าน วอนรัฐเร่งปิดกั้นช่องทางออนไลน์และกำชับบริษัทขนส่งพัสดุทำงานเชิงรุก   จากกรณีกรมสรรพสามิตลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน 2 บริษัทขนส่งเพื่อการตรวจสอบ ยึด และอายัดสินค้าผิดกฎหมาย ตัดวงจรสินค้าเถื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่และสุรา ซึ่งพบเป็นสินค้าที่ถูกนำส่งผ่านพัสดุที่มีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีสรรพสามิตบ่อยที่สุด  นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผอ.สมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า บุหรี่เป็นสินค้าควบคุม ห้ามขายออนไลน์ แต่พบบุหรี่หนีภาษีและบุหรี่ปลอมขายจำนวนมากบนสื่อโซเชียล เช่น X (Twitter), Facebook และเว็บไซต์ ในช่วง ก.ค. – ธ.ค. 2566 พบการสนทนาเกี่ยวกับบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น 181% ทำให้เยาวชนเข้าถึงง่ายขึ้น เป็นการละเมิด พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ที่ห้ามขายและโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ตามบทกฎหมายแล้วการซื้อขายบุหรี่เถื่อนมีความผิด หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของ ซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้รับทราบข้อมูลจากกรมสรรพสามิตว่าการตรวจค้นศูนย์ไปรษณีย์วังน้อย ศรีราชา และหลักสี่ ที่เป็นศูนย์คัดแยกพัสดุก่อนที่จะส่งเข้าสู่กรุงเทพฯ พบบุหรี่เถื่อนที่ถูกบรรจุกล่องส่งมายังปลายทางให้ลูกค้า ระบุชื่อผู้รับในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล โดยต้นทางของกล่องพัสดุเหล่านั้นมาจากจังหวัดทางภาคใต้ เช่น สตูล สงขลา พัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความชุกของบุหรี่เถื่อนสูงที่สุดในประเทศ โดยสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจซองบุหรี่เปล่าไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ระบุว่ากรุงเทพและปริมณฑลเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตของบุหรี่เถื่อนสูง โดยมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 30 ซึ่งสมาคมฯ เคยหารือกับผู้ให้บริการขนส่งพัสดุชั้นนำเกี่ยวกับแนวทางป้องกันการลักลอบส่งสินค้าผิดกฎหมายมาก่อนหน้านี้ และเห็นว่าภาครัฐและเอกชนควรเพิ่มการทำงานเชิงรุก 2 แนวทาง ได้แก่   ขอบคุณที่มา: https://www.thairath.co.th/

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน ศ., 14 มี.ค. 68

ร่วมต้านบุหรี่เถื่อน! กรมสรรพสามิตรับหนังสือแจ้งเบาะแสบุหรี่ผิดกฎหมายจากสมาคมการค้ายาสูบไทย

สมาคมการค้ายาสูบไทย ทำหนังสือถึงกรมสรรพสามิจต เพื่อส่งมอบเอกสารหลักฐานการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายที่ได้รับผ่านทางเว็บไซต์ของสมาคมฯ ในเดือนมกราคม 2568 จำนวน  35 รายงาน ซึ่งทุกๆ การรายงานเบาะแสเข้ามาจะไม่มีการเปิดเผยตัวตนผู้เจ้งเบาะแส ขอให้สมาชิกวางใจ ร่วมกันส่งเบาะแสมาได้เสมอ สมาคมฯ จะดำเนินการสรุปและส่งข้อมูลให้กรมสรรพสามิต รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ เป็นประจำทุกเดือน บุหรี่เถื่อนส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านค้าปลีกที่จำหน่ายบุหรี่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สูญเสียรายได้ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเข้าถึงของเยาวชน และส่งผลต่อรายได้จากภาษีของรัฐที่ใช้พัฒนาประเทศ ทางสมาคมการค้ายาสูบไทยจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อปราบปรามปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการเพื่อปราบปรามบุหรี่เถื่อน และบรรเทาความเดือดร้อนของร้านค้ายาสูบที่ถูกกฎหมาย   หากร้านค้าหรือประชาชนท่านใดทราบเบาะแส หรือ พบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่เถื่อน สามารถแจ้งได้ที่กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศหรือสายด่วน 1713 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ อีเมล์ excise_hotline@excise.go.th หรือ ช่องทางออนไลน์ของสมาคมการค้ายาสูบไทย https://ttta.or.th/report-form

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน จ., 10 มี.ค. 68

เสียงสะท้อนจากโซเชียล ร้านค้าโชห่วยโอดของขายยากเพราะบุหรี่เถื่อนทะลัก

เพจโชห่วยเผยปัญหาบุหรี่เถื่อนระบาดหนักตลอดปี 2567 ทำยอดขายบุหรี่และสินค้าอื่นๆ ของร้านค้าบุหรี่ถูกกฎหมายทั่วไทย โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กและโชห่วยรายย่อย ลดฮวบ เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อบุหรี่เถื่อนจากร้านค้าออนไลน์ และร้านขายบุหรี่ผิดกฎหมายในท้องถิ่นที่มีราคาถูกกว่า สมาคมการค้ายาสูบไทยย้ำไม่ทอดทิ้งผู้ประกอบการรายย่อย วอนภาครัฐจัดการปัญหาบุหรี่เถื่อนเป็นวาระแห่งชาติ สมาคมการค้ายาสูบไทย สำรวจความคิดเห็นร้านค้าบุหรี่ถูกกฎหมายบนกลุ่มร้านค้า “รวมพลคนโชห่วย-ร้านของชำ” บน Facebook ที่มีสมาชิกกว่า 1.9 แสนคน เกี่ยวกับสถานการณ์บุหรี่เถื่อนพบว่าร้านค้าโชห่วยจำนวนมากแสดงความเห็นตรงกันว่าปัจจุบันบุหรี่ถูกกฎหมายขายได้ลดลงมาก เนื่องจากปัญหาการทะลักของบุหรี่หนีภาษีตลอดทั้งปีที่ผ่านมา และในท้องถิ่นต่างๆ ผู้บริโภคต่างทราบดีว่าสามารถหาซื้อได้จากที่ไหน จึงหันไปซื้อบุหรี่เถื่อนเพราะมีราคาถูกกว่าเป็นเท่าตัว และยังสามารถซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย ซ้ำร้าย ร้านค้าถูกกฎหมายบางร้านยังถูกร้านบุหรี่เถื่อนซัดทอดให้ถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วย เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง แสดงความเห็นว่า “ตอนนี้ขายไม่ดีเหมือนกัน มีบุหรี่เถื่อนเข้ามาเยอะแยะวันนี้ก็มีลูกค้าเพิ่งซื้อเข้ามาก็เลยถามเขาซื้อมาเป็นคอตตอนเลย เขาบอก 280 ตกซองละ 28 บาทเองเราเลยแทบจะไม่ได้ขายเพราะเขาซื้อบุหรี่เถื่อนกันเยอะ” สอดคล้องกับร้านค้าอีกราย ที่ตั้งข้อสังเกตว่า “ตั้งแต่ครั้งปรับราคา บุหรี่เถื่อนก็ทะลักค่ะ แถวบ้านบอกปากต่อปากกัน (ได้ยินลูกค้าคุยกันหน้าร้าน) ราคาต่อซองยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของบุหรี่ที่เราขายด้วยซ้ำ เคยไปแจ้งความเด็กขโมยของ ส่องเฟสยังโพสขายเป็นคอตตอนบอกตำรวจก็ไม่รู้ว่าเขาดำเนินการอย่างไรมั้ยนะคะ” ด้านนางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า “สมาคมฯ เห็นใจผู้ประกอบการร้านค้าที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาบุหรี่เถื่อน เนื่องจากส่งผลกระทบต่ออาชีพการค้าขาย หลายคนตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐในการปราบปรามบุหรี่เถื่อน เพราะร้านค้าไม่ทราบว่าผู้ขายบุหรี่เถื่อนมีโทษอย่างไร พวกเขาไม่เคยเห็นการดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรมกับผู้กระทำผิดเหล่านี้ ตลอดปี 2567 สมาคมฯ ได้ประสานความร่วมมือไปยังทุกส่วนราชการแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่ลดความรุนแรง “สมาคมฯ จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนในการปราบปรามและสืบสวนสอบสวน หาตัวผู้ผู้บงการ ผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการลักลอบนำเข้าและขายบุหรี่เถื่อนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับปัญหาเป็นวาระแห่งชาติเพราะทำลายคนตัวเล็กๆ อย่างร้านโชห่วย เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจชองชาติและยังเป็นปัญหาเศรษฐกิจใต้ดินที่รัฐบาลประกาศว่าจะจัดการด้วย” การสำรวจของอุตสาหกรรมพบว่าอัตราการบริโภคบุหรี่เถื่อนในไทยยังคงตัวที่ราว 25.5% เพราะแม้จะมีการปราบปรามต่อเนื่อง แต่ช่องโหว่ของกฎหมายก็ยังมีอยู่และเปิดช่องให้เกิดการลักลอบนำเข้าได้เรื่อยๆ จนเป็นที่น่าสงสัยว่ามีการใช้ช่องว่างการเป็นสินค้าผ่านแดนและสินค้าเข้าเขตปลอดอากรที่เข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ และภาครัฐควรเร่งแก้กฎหมายอุดช่องว่างเหล่านี้ ขอบคุณที่มา บทความและภพประกอบ https://siamrath.co.th/

ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน อ., 7 ม.ค. 68

รู้ได้ไง บุหรี่ซองไหนเป็นบุหรี่ผิดกฎหมายและบุหรี่ปลอม

บุหรี่ไม่เสียภาษี (Untaxed Cigarette) คือบุหรี่ที่ถูกลักลอบนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ถือเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้มีการชำระภาษีอากรตามที่กฎหมายไทยกำหนด บุหรี่ไม่เสียภาษี (untaxed cigarette) ที่พบมากในประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ บุหรี่เถื่อน (Illicit Whites) คือ บุหรี่ที่ถูกลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศโดยไม่ผ่านการชำระภาษีศุลกากรหรือภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายของประเทศไทย บุหรี่เหล่านี้อาจจะเป็นสินค้าจริงที่ถูกผลิตจากต่างประเทศ เพื่อใช้บริโภคในต่างประเทศ แต่ถูกลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่เสียภาษี หรืออาจจะเป็นบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วนราว 24.8% ของการบริโภคบุหรี่ในประเทศทั้งหมด บุหรี่ปลอม (Counterfeit) คือ บุหรี่ที่ผลิตขึ้นโดยปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ดูเหมือนแบรนด์ที่มีชื่อเสียง บุหรี่ปลอมพวกนี้ถูกผลิตขึ้นโดยไม่มีมาตรฐาน คิดเป็นสัดส่วนราว 0.8% ของการบริโภคบุหรี่ในประเทศทั้งหมด การจะแยกแยะว่าบุหรี่ซองใดเป็นบุหรี่ที่ถูกกฎหมายหรือบุหรี่ปลอมอาจเป็นเรื่องยาก ทำให้ร้านค้าอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนที่นำสินค้าไม่ถูกกฎหมายมาจำหน่าย ซึ่งนอกจากร้านค้าจะต้องเสียเงินจากการรับสินค้าผิดกฎหมายเอาไว้แต่ไม่สามารถจำหน่ายต่อได้แล้ว ยังมีความผิดตาม มีโทษจำคุก 1 เดือน หรือโทษปรับเป็นจำนวนเงิน 5 ถึง 15 เท่าของจำนวนภาษีสรรพสามิตที่ต้องชำระ หรือทั้งจำทั้งปรับ ร้านค้าสามารถหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมายโดยปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ ดังต่อไปนี้ ไม่ซื้อบุหรี่จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น ผู้ขายที่ไม่ใช่ตัวแทนของบริษัท ร้านค้าออนไลน์ รถเร่ขายสินค้าเป็นครั้งคราว  ตั้งข้อสงสัยเมื่อ ผู้ขายเหล่านี้เสนอราคาพิเศษที่แตกต่างจากราคาในท้องตลาด และขอตรวจสอบบัตรพนักงานตรวจสอบการปลอมแปลงบุหรี่เบื้องต้นได้โดยการสแกน QR CODE จากแสตมป์บนซองบุหรี่เพื่อดูรายละเอียดสินค้าและข้อมูลการชำระภาษีว่าตรงกับสินค้าหรือไม่กรณีมีข้อมูลเกี่ยวกับการค้าบุหรี่ผิดกฎหมาย แจ้งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สายด่วนกรมสรรพสามิต 1713 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย สายด่วนโทร 1567 หรือช่องทางการแจ้งเบาะแสของสมาคมการค้ายาสูบไทย http://ttta.or.th/report-form ช่องทางการแจ้งเบาะแสบุหรีผิดกฎหมายแจ้งเบาะแสผ่านสมาคมการค้ายาสูบไทย http://ttta.or.th/report-form

ข่าวสารเพื่อสมาชิก อ., 13 ส.ค. 67

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกัน .... แจ้งเบาะแส “การซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย”

ปัญหาการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมาย ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังแก้ไม่ตก นอกจากรัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากภาษีนำเข้าแล้ว ยังกระทบต่อรายได้ของร้านค้าปลีกที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมาย  สมาคมการค้ายาสูบไทย (สคยท.) ได้เปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแส “การซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย” ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดทราบเบาะแสหรือพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับ “การซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย” สามารถแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://ttta.or.th/report-form ข้อมูลที่ประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามานั้น จะถูกนำไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขยายผล เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดในอนาคตต่อไป สำหรับช่องทางดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทางสมาคมฯหวังว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของร้านค้าปลีกที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมายลงได้ไม่มากก็น้อย 

ข่าวสารเพื่อสมาชิก อา., 16 มิ.ย. 67

ปิดสวิตซ์บุหรี่เถื่อน! อุตสาหกรรมยาสูบผนึกกำลังร้องนายกเศรษฐาเร่งปราบปราม เผยบุหรี่เถื่อนสูงถึง 25% ทำรัฐเสียหายกว่า 3 หมื่นล้านบาท

อุตสาหกรรมยาสูบผนึกกำลังร้องนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนโดยด่วน ชี้ตลาดตอนนี้เป็นบุหรี่เถื่อนไปแล้วกว่า 1 ใน 4 เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ร้านค้า แรงงาน เกษตรกรทุกข์หนัก โอดต้องให้อดตายไร้หนทางทำกินก่อนหรือไม่รัฐบาลถึงจะรับรู้ปัญหา ขอใช้ 31 พฤษภาคมเป็นวันงดสูบบุหรี่เถื่อน เพื่อให้สังคมน่าอยู่และปลอดภัย สมาคมการค้ายาสูบไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “รวมพลังปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย: เศรษฐกิจมั่นคง สังคมปลอดภัย” ขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยกปัญหาบุหรี่เถื่อนเป็นวาระแห่งชาติ ประกาศแนวทางการปราบปรามและเพิ่มโทษให้รุนแรง เพราะกระทบความเป็นอยู่ชาวไร่ยาสูบมานานหลายปี ภายในงาน นายสุเทพ ทิมศิลป์ รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบได้เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจจากการสำรวจการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายล่าสุด ไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2567 ที่แสดงว่าประเทศไทยมีสัดส่วนการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายถึง 25.5% หรือ 1 ใน 4 ของตลาด สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการสำรวจมา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี สมาคมการค้ายาสูบไทย โดย นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหาร ชี้บุหรี่เถื่อนจะลดได้หากปิดช่องโหว่ของกฎหมาย เรียกร้องให้รัฐกวดขันกับ 3 ช่องทางลักลอบนำเข้าหลัก ได้แก่ 1) ช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งต่อไปยังโกดังรวมของจุดใหญ่ ๆ ตามภูมิภาคผ่านรถและพัสดุไปรษณีย์ 2) ทางทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ขนถ่ายจากเรือใหญ่สู่เรือประมงขนาดเล็ก มีต้นทางหลักคือเวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย และ 3) ขนส่งผ่านเขตฟรีโซน เช่น แหลมฉบัง อาศัยช่องว่างทางกฎหมายศุลกากร โดยระบุปลายทางสินค้าเป็นประเทศที่ 3 เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และนำกลับเข้ามากระจายในประเทศไทย หากจัดการได้จะเป็นการลดการทุจริตภายในประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในท่อน้ำเลี้ยงของการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคอาเซียนด้วย ด้านภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พวกตนเรียกร้องให้รัฐจัดการบุหรี่ผิดกฎหมายมานานหลายปี เพราะชาวไร่ยาสูบเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับความเดือดร้อนโดนตัดโควตาการปลูกจากการยาสูบฯ แม้ในปัจจุบันจะได้โควตาคืนมาบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่าการยาสูบฯ จะสามารถรับซื้อใบยาและปรับราคาเพิ่มได้เหมือนในฤดูกาลปลูกนี้อีก เพราะธุรกิจบุหรี่ซึ่งเป็นธุรกิจหลักได้ถูกบุหรี่ผิดกฎหมายช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดไปแล้วถึง 1 ใน 4 คิดเป็นกว่า 8,000 – 9,000 ล้านมวน หากเปลี่ยนเป็นบุหรี่ถูกกฎหมายจะเทียบเท่ากับใบยา กว่า 6.4 – 7.2 ล้านกิโลกรัม หรือกว่าครึ่งของใบยาที่เราขายให้กับการยาสูบฯ ในปัจจุบัน  “พวกเราประกอบอาชีพทำยามากว่า 3 ชั่วอายุคน ยาสูบทำให้ครอบครัวมีรายได้ที่มั่นคงมาตลอด แต่ยุคนี้เรามองไม่เห็นว่าอนาคตในอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะไม่มีแนวทางแน่ชัดอะไรจากรัฐบาลในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนที่เป็นปัญหาหลักของอุตสาหกรรมตอนนี้นอกเหนือจากการไล่จับร้านค้ารายย่อย แต่ไม่เคยสาวไปถึงต้นตอของขบวนการ ไม่เคยจับได้คาตู้คอนเทนเนอร์  พวกเราเชื่อว่าบุหรี่เถื่อนลดได้หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน แต่ควรมีนโยบายที่ชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายปราบปรามอย่างจริงจัง และเร่งประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นต้นทางอีกด้วย”

เรื่องเด่นประเด็นใหม่ ทั้งหมด
...
ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองโชว์วิสัยทัศน์ เสนอแก้ 3 ปัญหาร้อนอุตสาหกรรมยาสูบ ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย ยันพร้อมช่วยเหลือชาวไร่เต็มที่
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

เครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองใหญ่ เปิดเวทีโชว์วิสัยทัศน์-ชูนโยบายแก้ปัญหาหนักใจชาวไร่ยาสูบ แรงงานในไร่ ร้านโชห่วย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ เผยโจทย์ใหญ่ที่ฝากถึงทุกพรรค ขอร่วมกันคิดทางออกเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมยาสูบไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมเดินหน้าปราบบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง “ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย” ประกาศพร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติช่วยชาวไร่ยาสูบและร้านโชห่วยอย่างเต็มที่ นายสุธี ชวชาติ ประธานภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ชาวไร่ยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว แรงงานในไร่และผู้พึ่งพิงรวมกว่าแสนคนทั่วประเทศ กำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก อุตสาหกรรมยาสูบสร้างรายได้จากภาษีสรรพสามิตเกือบ 5 หมื่นล้านบาท และส่งออกอีกกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่ชาวไร่กลับต้องเผชิญความเสี่ยงขาดทุน รายได้ลด หนี้สินพุ่ง เหตุจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ขณะเดียวกัน บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็ทะลักเข้าตลาด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” นายสันต์ หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าใบยาสูบเตอร์กิซภาคอีสาน เผยว่า “อยากเห็นการตั้ง “กองทุนช่วยเหลือชาวไร่” เพื่อเป็นหลักประกันอาชีพ พร้อมเสนอให้รัฐส่งเสริมการทำประกันภัยยาสูบและพืชผลมูลค่าสูง ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกใบยาสูบไทย เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เช่น สกัดนิโคตินเหลว เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชาวไร่ในอนาคต” นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ตลอดเวลาการยาสูบฯ ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทั้งการห้ามโฆษณา การใช้โลโก้ และการแสดงตราสินค้าที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ในขณะที่บุหรี่เถื่อนกลับมีบรรจุภัณฑ์สวยงาม สีสันหลากหลาย มีกลิ่นรสให้เลือกมากมาย สะท้อนถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างสินค้าถูกกฎหมายกับสินค้าเถื่อน” นายสุเทพ กล่าวต่อว่า “การยาสูบฯ ต้องรับภาระส่งเงินเข้าคลังสูงสุดถึง 93% ก่อนจะปรับเหลือ 88% การยาสูบฯ เหลือไว้เพียง 12%  ของกำไรสุทธิ ที่เอาไว้บริหารต้นทุนทั้งหมดขององค์กร ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ และยังต้องดูแลต้นทุนการผลิตทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตอีก ยิ่งเอื้อให้สินค้าผิดกฎหมายเติบโต สิ่งที่อยากฝากทุกภาคส่วนคือ ให้เปิดโอกาสให้การยาสูบฯ รับจ้างผลิตบุหรี่ภายใต้เงื่อนไขใช้ใบยาไทยในประเทศ พร้อมขยายสู่การผลิตสินค้ารูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้างทางรอดให้หน่วยงานรัฐ และเพิ่มรายได้เข้าประเทศในระยะยาว” นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมายกว่า 5 แสนรายทั่วประเทศ ระบุว่า “บุหรี่เถื่อนเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อร้านโชห่วยในฐานะกลุ่มปลายน้ำ โดยปัจจุบันบุหรี่เถื่อนทะลักเข้าสู่ตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของตลาด และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 2,300% สินค้าเถื่อนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเงินทุนสีเทา ส่งผลให้ร้านโชห่วยที่ทำธุรกิจสุจริตต้องสูญเสียรายได้อย่างต่อเนื่อง” ภาคีเครือข่ายยาสูบฯ ยังได้เสนอนโยบายบุหรี่ผิดกฎหมายต้องเป็นศูนย์ โดยอยากให้มีการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการการกระทำผิดซ้ำ ยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทขนส่งเพื่อป้องกันการขายทางช่องทางออนไลน์ และการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายศุลกากร โดยพรรคการเมืองที่ได้เข้าร่วมประชุม ต่างนำเสนอความเห็นและวิสัยทัศน์ พร้อมกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนี้ นายโอภาส อาลมิสรี รองโฆษก พรรคเสรีรวมไทย เผยว่า “ผมถือเป็นหนึ่งในผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มแรก ๆ ที่นำประเด็นบุหรี่ไฟฟ้ามาเสนอเป็นนโยบาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ผมขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเดินหน้า แก้ไขกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า และนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมาย จะทำให้รัฐสามารถกำกับดูแลได้จริง ทั้งเรื่องอายุผู้ซื้อ มาตรฐานสินค้า การจัดเก็บภาษี และการคุ้มครองเยาวชน การคงสถานะความผิดกฎหมายเอาไว้ อาจมีบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากระบบใต้ดินหรือไม่ ในขณะเดียวกัน เรื่อง บุหรี่เถื่อน พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดย ตรึงแนวชายแดนให้เข้มงวดทุกจุด ทุกด่านต้องมีเครื่อง X-Ray และระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพราะวันนี้การตรวจตู้สินค้ายังทำได้เพียงบางส่วน เปิดช่องให้สินค้าผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ เมื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจังได้ จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ชาวไร่ โรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงรายได้ของรัฐ ซึ่งพรรคให้คำมั่นว่า ภายในระยะเวลา 12 เดือน จะเร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยุติการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย หากสามารถขจัดบุหรี่เถื่อนออกจากระบบได้ การยาสูบฯ จะสามารถดำเนินการจัดซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ได้เต็มศักยภาพ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดโควตา และสามารถนำไปต่อยอดสู่การผลิตเพื่อการส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากการแก้ปัญหาเชิงกฎหมายและการปราบปรามแล้ว พรรคยังมองไปข้างหน้าในมิติของ นวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า เราต้องไม่หยุดอยู่แค่การผลิตวัตถุดิบ แต่ต้องผลักดันการสร้าง Branding ของอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้ไปไกลถึงระดับโลก รวมถึงการต่อยอดนิโคตินและใบยาสูบไทยสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและประเทศอย่างยั่งยืน” ด้านพรรคประชาชน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต ให้มุมมองว่า “พรรคประชาชนไม่ได้นิ่งเฉยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร แนวทางสำคัญอันดับแรกคือ การขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตควรเชื่อมโยงกับทะเบียนเกษตรกรโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิทธิและสวัสดิการเข้าถึงอย่างเป็นธรรม โดยชาวไร่ยาสูบที่อยู่ในระบบ ต้องได้รับการดูแลไม่แตกต่างจากเกษตรกรกลุ่มอื่น พรรคมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรในภาพรวม ทั้งการสนับสนุนปุ๋ยตามค่าความเหมาะสมของดิน รายละ 500 บาท ครอบคลุมพืชทุกชนิด และการสนับสนุนคูปองตรวจรับรองมาตรฐาน GAP มูลค่า 5,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มโอกาสทางการตลาด ในเรื่องโควตาการรับซื้อใบยาสูบ พรรคเห็นว่าต้องมีความชัดเจนระยะยาว เสนอให้กำหนดโควตาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและรายได้ได้อย่างมั่นคง โดยการปรับเปลี่ยนพืชต้องเป็น “ทางเลือก ไม่ใช่ข้อบังคับ” เกษตรกรยังสามารถปลูกยาสูบและทำสัญญาระยะยาวต่อไปได้ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนพืช พรรคมีมาตรการช่วยเหลือทั้งเงินสนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ และการลดหนี้ร้อยละ 20 ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อบรรเทาภาระในช่วงเปลี่ยนผ่าน อีกประเด็นสำคัญคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะเกษตรกรสูงอายุ หากตรวจสอบแล้วพบว่าชำระเกินเงินต้น ให้ยกเลิกหนี้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่ถึงเงินต้น จะลดหนี้ร้อยละ 50 และปรับโครงสร้างหนี้ให้จบภายใน 15 ปี เพื่อไม่ให้ภาระตกทอดถึงลูกหลาน ขอบคุณที่มา: https://bangkok-today.com/?p=782960 

อ่านต่อ
...
สมาคมการค้ายาสูบไทยหนุน ภาษีอัตราเดียว คู่ การปราบปรามบุหรี่เถื่อน
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

สมาคมการค้ายาสูบไทยหนุน “ภาษีอัตราเดียว” คู่ “การปราบปรามบุหรี่เถื่อน” สร้างความเชื่อมั่นโชห่วยกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ สมาคมการค้ายาสูบไทยขานรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นแบบ “อัตราเดียว” เชื่อหากอัตราภาษีที่เหมาะสมและสมดุล ผนวกกับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายที่เข้มงวดจริงจัง จะสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่น ให้แก่ร้านค้าปลีกถูกกฎหมายกว่า 400,000 ร้านทั่วประเทศอีกด้วย นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ แสดงความขอบคุณต่อความพยายามอันเข้มข้นของหน่วยงานรัฐในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามในการสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมยาสูบ และสร้างประโยชน์แก่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรง การประกาศแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ในครั้งนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่กรมฯ จะได้ดูแลธุรกิจรากหญ้าผ่านการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม สร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคตได้ “สมาคมฯ ขอชื่นชมและขอเป็นกำลังใจต่อความพยายามในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนของท่านอธิบดีกรมสรรพสามิต ดร. พรชัย เพราะการปราบปรามบุหรี่เถื่อนเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องร้านค้าถูกกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างถูกต้อง ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะต้องเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าถูกกฎหมายได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่สูงจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผลักไปหาของผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ ส่วนโครงสร้างภาษีอัตราเดียวน่าจะมีความเหมาะสมและเป็นสากลเพราะกรมสรรพสามิตคงได้ศึกษาวิจัยมาอย่างดีแล้ว หากเรากำหนดอัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไปควบคู่กับการปราบปรามแบบสุดซอย จะสามารถควบคุมตลาด และส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพสุจริต และเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางสาวธัญญศรัณ กล่าวว่า “ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รูปแบบภาษีใด การปราบปรามบุหรี่เถื่อนควรดำเนินต่อไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับโครงสร้างภาษีของอุตสาหกรรมที่เหมาะสมเพื่อให้รัฐบรรลุเป้าหมายด้านรายได้และการควบคุมสินค้าได้อย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้กับผู้ค้าปลายน้ำที่ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย"  ขอบคุณที่มา: https://www.naewna.com/

อ่านต่อ
...
สรรพสามิต เล็งชง ครม.เก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียว ภายในม.ค.69
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

สรรพสามิต เตรียมเสนอชงครม.พิจารณา ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่จาก 2 อัตรา เหลืออัตราเดียว ภายในก่อนยุบสภา หรือภายใน ม.ค.69 หวังลดช่องว่างราคา–ลดบุหรี่เถื่อน ยกระดับการปราบปราม และเพิ่มรายได้รัฐ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบจากระบบ 2 อัตรา เหลือเพียง “อัตราเดียว" (Single Rate) โดยคาดว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนม.ค.ปี 2569 หรือ ก่อนการยุบสภา ตามกรอบที่รัฐบาลประกาศไว้ วันที่ 31 ม.ค.2569 โดยคาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า และทำให้ตลาดยาสูบอยู่บนกลไกที่เป็นธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพรายได้เข้ารัฐ เป้าหมายของการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้ เพื่อลดแรงจูงใจผู้ผลิตให้ วิ่งเข้าหาอัตราต่ำกว่า ซึ่งทำให้ราคาตลาดถูกตรึงไว้ที่ช่วง 70-72 บาทต่อซอง และเปิดช่องให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างไม่สมดุล รวมถึงเกิดการลักลอบบุหรี่เถื่อนและการขยายตัวของบุหรี่ไฟฟ้า ทั้ง การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เป็นกฎกระทรวง ไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาได้ทันที "การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว เป็นกฎกระทรวง ไม่ต้องเข้าสภาฯ โดยสามารถเสนอครม. และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาได้ทันที ก็ประกาศใช้ได้เลย ทั้งนี้จะมีช่วงเวลาปรับตัวหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" นายพรชัย กล่าว อย่างไรก็ตาม แม้จะเปลี่ยนภาษีเป็นอัตราเดียว แต่โครงสร้างตลาดน่าจะไม่เปลี่ยนมาก เพราะอุตสาหกรรมปรับตัวมาต่อเนื่องอยู่แล้ว เนื่องปัจจุบันบุหรี่เทียร์บนลดลงต่อเนื่อง ภาษีหลักที่เก็บได้คือเทียร์ล่าง การปรับเป็นอัตราเดียว โครงสร้างตลาดไม่น่าจะผันผวนมาก และผู้ประกอบการจะมีอิสระตั้งราคามากขึ้น  นายพรชัย ระบุว่า การแก้ปัญหาภาษีบุหรี่ต้องทำควบคู่กับการปราบปรามบุหรี่เถื่อน ซึ่งช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ผลการจับกุมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจับได้แล้วกว่า 4,000 คดี ของกลาง 700,000 ซอง หรือราว 14 ล้านมวน รัฐสูญเสียภาษีเกือบ 40 ล้านบาท แต่เก็บค่าปรับได้ประมาณ 500 ล้านบาท พร้อมย้ำว่า การทำภาษีอัตราเดียวอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องปราบปรามจริงจังเพื่อให้สินค้าหนีภาษี หายไปจากตลาดไทย เป้าหมายไม่ใช่การเพิ่มการบริโภค แต่เป็นการควบคุมสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพให้มีระบบจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม และลดช่องว่างที่ทำให้เกิดสินค้าทดแทนหรือสินค้าลักลอบ เช่น บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์นิโคตินชนิดอื่น ปัจจุบัน กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีตามมูลค่าแบ่งเป็น 2 อัตรา คือ หากราคาขายปลีกแนะนำไม่เกินซองละ 72 บาท เสียภาษีตามมูลค่าในอัตรา 25% ส่วนบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเกินซองละ 72 บาท เสียภาษีที่อัตรา 42% ขอบคุณที่มา : https://www.posttoday.com/

อ่านต่อ
...
ส.ค้ายาสูบไทยร้องก.ดีอี จี้ Facebook เร่งปราบ “บุหรี่เถื่อน” ออนไลน์
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

สมาคมการค้ายาสูบไทย ออกโรงแสดงความกังวลต่อการจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยระบุว่า Facebook กลุ่ม (Groups) และเพจ (Pages) ยังคงเป็นช่องทางหลักในการกระจายบุหรี่เถื่อนที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มอายุอย่างเปิดเผย ทำให้ความพยายามของหน่วยงานภาครัฐในการปราบปรามตลอดทั้งปีถูกบั่นทอน สะท้อนการละเลยในการตรวจสอบควบคุม นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า ปัญหาหลักเกิดจากผู้ขายยังสามารถตั้งชื่อและโชว์รูปภาพบุหรี่ได้อย่างโจ๋งครึ่มผ่านเพจและกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการขายแบบเปิดเผยหรือการยิงโฆษณา นอกจากนี้ ผู้ขายยังหัวหมอโดยใช้ตัวย่อแทนการระบุคำว่า “บุหรี่” โดยตรงควบคู่กับการแสดงรูปสินค้า ทำให้มาตรการปิดกั้นคำค้นหาไม่สามารถยับยั้งการซื้อขายออนไลน์ได้อย่างแท้จริง นางสาวธัญญศรัณ เน้นย้ำว่า Facebook ต้องปิดกั้นทุกช่องทางทั้ง Marketplace กลุ่ม ชื่อเพจ ชื่อสินค้า และใช้เครื่องมือ AI ที่มีอยู่ตรวจสอบเนื้อหาและรูปภาพว่าเป็นบุหรี่หรือไม่ด้วย นอกจากนี้ การยิงโฆษณายังเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดการเข้าถึงสินค้าผิดกฎหมายได้โดยไม่จำกัดกลุ่มอายุ สมาคมฯ กล่าวถึงเอกสารลับของ Meta (บริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp) ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว Reuters ซึ่งสะท้อนด้านมืดของแพลตฟอร์ม โดยมีการคาดการณ์ว่ารายได้ในปี 2567 อาจมาจากโฆษณาหลอกลวงและสินค้าผิดกฎหมายสูงถึง 10% หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าไม่มีการปิดกั้นโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าอันตรายและผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นช่องโหว่ด้านธรรมาภิบาลของเจ้าของแพลตฟอร์มในการปกป้องเด็กและเยาวชน และขาดความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมายไทย ผู้อำนวยการบริหารสมาคมฯ ย้ำว่า พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ของไทยระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเด็ดขาด รวมถึงห้ามแสดงผลิตภัณฑ์และโฆษณาทำการตลาดด้วย การที่ Facebook ยังเปิดช่องให้มีการซื้อขายบุหรี่เถื่อนได้ จึงถือเป็นการละเมิดและบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย ท่ามกลางความพยายามของหน่วยงานราชการไทยหลายภาคส่วน เช่น กรมสรรพสามิต ตำรวจสอบสวนกลาง กรมการปกครอง และกรมศุลกากร ที่ต่างมุ่งมั่นปราบปรามและจับกุมบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่สำคัญในยุคดิจิทัลนี้ สมาคมการค้ายาสูบไทยจึงเรียกร้องให้ Facebook ใช้เครื่องมือและมาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อหยุดยั้งการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง รวมทั้งให้กระทรวงดิจิทัลฯ เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเพราะเป็นภัยสังคมตามนโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งนี้ จากสถิติกรมสรรพสามิต ปี 2568 การจับกุมคดีเกี่ยวกับยาสูบเพิ่มขึ้นเป็น 18,305 คดี จาก 13,143 คดีในปี 2567 (เติบโต 39%) และค่าปรับรวมสูงถึง 1,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 225% สมาคมขอขอบคุณกรมสรรพสามิตที่ดำเนินการปราบปรามต่อเนื่องเพื่อปกป้องรายได้ภาษีและผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมายและพร้อมให้ความร่วมมือในการต่อต้านบุหรี่เถื่อนในทุกด้าน ขอบคุณที่มา : https://siamrath.co.th/ 

อ่านต่อ
...
รัฐบาลเปิดแผน 3 ขั้น เดินหน้าจัดการวิกฤตบุหรี่เถื่อน
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

รัฐบาลเปิดแผน 3 ขั้น เดินหน้าจัดการวิกฤตบุหรี่เถื่อน ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีมากกว่า 25,000 ล้านบาทต่อปีปฏิบัติการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าที่ผ่านมา ทำให้การบริโภคบุหรี่เถื่อน หรือบุหรี่ไม่เสียภาษีเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากเมื่อบุหรี่ไฟฟ้าถูกปราบปรามและหาซื้อยากขึ้น ผู้ใช้ก็จะเปลี่ยนกลับมาสูบบุหรี่มวน แต่เมื่อบุหรี่มวนในปัจจุบันมีราคาแพง กลุ่มผู้ใช้จึงหันไปสูบบุหรี่เถื่อน ซึ่งราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งยังมีรสชาติและรูปแบบการซื้อขายที่ตอบสนองกับพฤติกรรมของผู้สูบมากกว่า จากการสำรวจสุ่มเก็บซองบุหรี่ที่ถูกทิ้ง พบว่าสัดส่วนการบริโภคบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 28% ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สงขลา พัทลุง ภูเก็ต นครศรีธรรมราช นครราชสีมา และอุบลราชธานี ที่สถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก เพราะมีสัดส่วนการบริโภคบุหรี่เถื่อนสูง ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีมากกว่า 25,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ บุหรี่เถื่อนยังมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ เพราะพบว่ามีโลหะหนักและสารก่อมะเร็งมากกว่าบุหรี่ที่ผลิตถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีหรือคุณภาพสินค้า แต่การลักลอบซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนยังเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ หลังพบว่ามีการลักลอบปะปนนำเข้ามาพร้อมกับยาเสพติดจากเครือข่ายประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากพื้นที่ลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดนมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางลักลอบลำเลียงขนส่งยาเสพติด ดังนั้น เครือข่ายที่ลักลอบจำหน่ายสินค้าเถื่อนเหล่านี้ย่อมเข้าใจดีถึงอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของผู้บริโภคและเครือข่ายกระจายสินค้า รัฐบาลจึงได้ประกาศเดินหน้าปราบปรามปัญหาบุหรี่เถื่อนควบคู่ไปกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เปิดเผยว่ามีแผนปฏิบัติการทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว โดยจะขับเคลื่อนปฏิบัติการปราบปรามบุหรี่เถื่อนเชิงรุก รวม 3 แนวทาง ได้แก่ ปราบปรามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคตะวันตก เพื่อปิดช่องทางลักลอบนำเข้าผ่านช่องทางธรรมชาติ ทั้งทางบกและทางทะเล ภายใต้แผนเฉพาะกิจการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย ตรวจสอบและดำเนินคดีกับร้านค้าที่ลักลอบจำหน่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ตัดวงจรการซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดีย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรับหน้าที่ปิดกั้นเว็บไซต์ เพจ และ URL ที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการใช้กฎหมาย ที่ก็มีแผนควบคุมบุหรี่เถื่อนใน 3 ระยะ (เร่งด่วน-สั้น-ยาว) เช่นกัน โดยเร่งดำเนินการสืบสวน จับกุม และเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเพื่อช่วยลดอุปสงค์ของตลาดมืด พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนรับรู้ถึงผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บุหรี่เถื่อนลดปริมาณลง เนื่องจากปริมาณความต้องการสินค้าของผู้บริโภคที่ลดลง จนทำให้ผู้ค้าไม่สามารถลักลอบเปิดตลาดขายบุหรี่เถื่อนได้ในที่สุด โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยว่าบุหรี่เถื่อนมักถูกลักลอบเข้าทางเรือ โดยปะปนมากับสินค้าถูกกฎหมาย จึงสั่งการให้ตำรวจน้ำและหน่วยปฏิบัติการชายฝั่งเข้มงวดตรวจสอบ พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์ ซึ่งมักมีความเกี่ยวข้องกัน การปราบปรามบุหรี่เถื่อนจึงต้องดำเนินการแบบครบวงจร ตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ด้วยการสกัดกั้นตามแนวชายแดน “กลางน้ำ” ด้วยการตรวจสอบเส้นทางลำเลียง และ “ปลายน้ำ” ด้วยการจับกุมและดำเนินคดีกับร้านค้าและผู้ค้ารายย่อย รวมถึงตัดช่องทางการขายในโลกออนไลน์ รัฐบาลเชื่อว่า หากมาตรการเหล่านี้ได้ผล จะสามารถเพิ่มรายได้จากภาษี ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และลดจำนวนผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ได้ในระยะยาว แต่หากปล่อยให้ตลาดมืดบุหรี่เถื่อนเติบโตต่อไป ภาษีที่รัฐควรได้จะหายไป สุขภาพประชาชนจะทรุดลง และวันหนึ่งเราอาจต้องเผชิญ “วิกฤตสาธารณสุขระดับชาติ” ที่สายเกินกว่าจะแก้ไข ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก https://www.dailynews.co.th/

อ่านต่อ
...
บุหรี่เถื่อนทะลักพุ่งกว่า 28% 5 จังหวัดภาคใต้ครองแชมป์ วอนรบ.เร่งปราบ ส.ค้าบุหรี่จับตาปิดด่านเขมร เปลี่ยนวิธีขน
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม สมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยตัวเลขบุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 28.1% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภาคใต้ 5 จังหวัดยังครองแชมป์บุหรี่เถื่อนสูงสุด เรียกร้องรัฐบาลดำเนินมาตรการแข็งกร้าว เช่นเดียวกับที่ปราบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือร้านค้าโชห่วยภาคใต้ กรุงเทพฯ ปริมณฑล ชาวไร่ยาสูบในภาคเหนือและภาคอีสานซึ่งอยู่ต้นน้ำ และทวงคืนเงินภาษีที่หายไป ทั้งนี้จากการสำรวจซองบุหรี่เปล่าของอุตสาหกรรมยาสูบ พบว่า อัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 อยู่ที่ 28.1% เพิ่มขึ้น 2.7% จากการสำรวจครั้งก่อนที่ 25.4% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท จังหวัดที่มีความชุกชุมของบุหรี่ผิดกฎหมายมากที่สุดยังอยู่ในภาคใต้ตอนล่าง โดยพบมากที่สุดในจังหวัด สตูล (94.4%) สงขลา (90.8%) พัทลุง (82.3%) ภูเก็ต (73.3%) และนครศรีธรรมราช (61.1%) อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ชายแดนเท่านั้น เพราะแม้แต่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ยังคงติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แม้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจะปราบปรามผู้กระทำผิดได้มากขึ้น นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลอีกคือ การสำรวจครั้งนี้พบบุหรี่เถื่อนจากประเทศกัมพูชาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งบุหรี่เหล่านี้มีต้นทุนต่ำ เมื่อถูกลักลอบนำเข้ามาขายในราคาถูก ก็ทำให้ร้านค้าถูกกฎหมายสู้ไม่ได้ เพราะบุหรี่เถื่อนสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบ่งขาย โฆษณา ลดราคา หรือสั่งออนไลน์และส่งพัสดุตรงถึงบ้าน ผิดกับร้านค้าที่มีต้นทุนตั้งแต่การขอใบอนุญาตขายบุหรี่อย่างถูกต้องในทุกๆ ปี   “สัดส่วนการบริโภคบุหรี่เถื่อน 28.1% นี้ คิดเป็นปริมาณบุหรี่ประมาณ 8,000 ล้านมวน มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 30,000 ล้านบาท ที่สูญหายไปกับการขาดรายได้ของชาวไร่ยาสูบมากกว่า 260 ล้านบาท รายได้ภาษีสรรพสามิตและภาษีอื่นๆ เกือบ 25,000 ล้านบาท และการขาดรายได้ของร้านค้ายาสูบที่ถูกกฎหมายอีกประมาณ 2,300 ล้านบาท” น.ส.ธัญญศรัณกล่าวว่า สมาคมการค้ายาสูบไทยตั้งข้อสังเกตว่า ต้องจับตาดูผลกระทบของการปิดชายแดนกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบุหรี่เถื่อนเหล่านี้มักถูกขนส่งเข้ามาผ่านจุดผ่อนปรน ช่องทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเลตลอดแนวชายแดน จันทบุรี ตราด และสระแก้ว แล้วส่งผ่านไปรษณีย์ไทยหรือขนส่งเอกชนกระจายไปทั่วประเทศ การปิดชายแดนอาจทำให้ขบวนการลักลอบปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศ” “สมาคมขอเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งการปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างเด็ดขาดและจริงจัง เพื่อช่วยปกป้องผู้ค้าที่ทำถูกกฎหมายกว่า 400,000 รายทั่วประเทศที่เป็นของไทย โดยมีผลงานที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อพี่น้องประชาชนแต่ยังไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวต่อการบังคับใช้กฎหมาย เพราะตัวเลขที่ออกมาบอกชัดเจนว่าปัญหาถึงจุดวิกฤตแล้ว และเรารอต่อไปไม่ได้”   ขอบคุณที่มา https://www.matichon.co.th/

อ่านต่อ
...
ร่วมต้านบุหรี่เถื่อน! กรมสรรพสามิตรับหนังสือแจ้งเบาะแสบุหรี่ผิดกฎหมายจากสมาคมการค้ายาสูบไทย
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

สมาคมการค้ายาสูบไทย ทำหนังสือถึงกรมสรรพสามิจต เพื่อส่งมอบเอกสารหลักฐานการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายที่ได้รับผ่านทางเว็บไซต์ของสมาคมฯ ในเดือนมกราคม 2568 จำนวน  35 รายงาน ซึ่งทุกๆ การรายงานเบาะแสเข้ามาจะไม่มีการเปิดเผยตัวตนผู้เจ้งเบาะแส ขอให้สมาชิกวางใจ ร่วมกันส่งเบาะแสมาได้เสมอ สมาคมฯ จะดำเนินการสรุปและส่งข้อมูลให้กรมสรรพสามิต รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ เป็นประจำทุกเดือน บุหรี่เถื่อนส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านค้าปลีกที่จำหน่ายบุหรี่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สูญเสียรายได้ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเข้าถึงของเยาวชน และส่งผลต่อรายได้จากภาษีของรัฐที่ใช้พัฒนาประเทศ ทางสมาคมการค้ายาสูบไทยจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อปราบปรามปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการเพื่อปราบปรามบุหรี่เถื่อน และบรรเทาความเดือดร้อนของร้านค้ายาสูบที่ถูกกฎหมาย   หากร้านค้าหรือประชาชนท่านใดทราบเบาะแส หรือ พบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่เถื่อน สามารถแจ้งได้ที่กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศหรือสายด่วน 1713 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ อีเมล์ excise_hotline@excise.go.th หรือ ช่องทางออนไลน์ของสมาคมการค้ายาสูบไทย https://ttta.or.th/report-form

อ่านต่อ
...
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกัน .... แจ้งเบาะแส “การซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย”
ข่าวสารเพื่อสมาชิก

ปัญหาการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมาย ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังแก้ไม่ตก นอกจากรัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากภาษีนำเข้าแล้ว ยังกระทบต่อรายได้ของร้านค้าปลีกที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมาย  สมาคมการค้ายาสูบไทย (สคยท.) ได้เปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแส “การซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย” ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดทราบเบาะแสหรือพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับ “การซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย” สามารถแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://ttta.or.th/report-form ข้อมูลที่ประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามานั้น จะถูกนำไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขยายผล เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดในอนาคตต่อไป สำหรับช่องทางดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทางสมาคมฯหวังว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของร้านค้าปลีกที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมายลงได้ไม่มากก็น้อย 

อ่านต่อ
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนทั้งหมด
...
ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองโชว์วิสัยทัศน์ เสนอแก้ 3 ปัญหาร้อนอุตสาหกรรมยาสูบ ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย ยันพร้อมช่วยเหลือชาวไร่เต็มที่
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

เครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองใหญ่ เปิดเวทีโชว์วิสัยทัศน์-ชูนโยบายแก้ปัญหาหนักใจชาวไร่ยาสูบ แรงงานในไร่ ร้านโชห่วย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ เผยโจทย์ใหญ่ที่ฝากถึงทุกพรรค ขอร่วมกันคิดทางออกเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมยาสูบไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมเดินหน้าปราบบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง “ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย” ประกาศพร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติช่วยชาวไร่ยาสูบและร้านโชห่วยอย่างเต็มที่ นายสุธี ชวชาติ ประธานภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ชาวไร่ยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว แรงงานในไร่และผู้พึ่งพิงรวมกว่าแสนคนทั่วประเทศ กำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก อุตสาหกรรมยาสูบสร้างรายได้จากภาษีสรรพสามิตเกือบ 5 หมื่นล้านบาท และส่งออกอีกกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่ชาวไร่กลับต้องเผชิญความเสี่ยงขาดทุน รายได้ลด หนี้สินพุ่ง เหตุจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ขณะเดียวกัน บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็ทะลักเข้าตลาด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” นายสันต์ หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าใบยาสูบเตอร์กิซภาคอีสาน เผยว่า “อยากเห็นการตั้ง “กองทุนช่วยเหลือชาวไร่” เพื่อเป็นหลักประกันอาชีพ พร้อมเสนอให้รัฐส่งเสริมการทำประกันภัยยาสูบและพืชผลมูลค่าสูง ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกใบยาสูบไทย เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เช่น สกัดนิโคตินเหลว เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชาวไร่ในอนาคต” นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ตลอดเวลาการยาสูบฯ ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทั้งการห้ามโฆษณา การใช้โลโก้ และการแสดงตราสินค้าที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ในขณะที่บุหรี่เถื่อนกลับมีบรรจุภัณฑ์สวยงาม สีสันหลากหลาย มีกลิ่นรสให้เลือกมากมาย สะท้อนถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างสินค้าถูกกฎหมายกับสินค้าเถื่อน” นายสุเทพ กล่าวต่อว่า “การยาสูบฯ ต้องรับภาระส่งเงินเข้าคลังสูงสุดถึง 93% ก่อนจะปรับเหลือ 88% การยาสูบฯ เหลือไว้เพียง 12%  ของกำไรสุทธิ ที่เอาไว้บริหารต้นทุนทั้งหมดขององค์กร ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ และยังต้องดูแลต้นทุนการผลิตทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตอีก ยิ่งเอื้อให้สินค้าผิดกฎหมายเติบโต สิ่งที่อยากฝากทุกภาคส่วนคือ ให้เปิดโอกาสให้การยาสูบฯ รับจ้างผลิตบุหรี่ภายใต้เงื่อนไขใช้ใบยาไทยในประเทศ พร้อมขยายสู่การผลิตสินค้ารูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้างทางรอดให้หน่วยงานรัฐ และเพิ่มรายได้เข้าประเทศในระยะยาว” นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมายกว่า 5 แสนรายทั่วประเทศ ระบุว่า “บุหรี่เถื่อนเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อร้านโชห่วยในฐานะกลุ่มปลายน้ำ โดยปัจจุบันบุหรี่เถื่อนทะลักเข้าสู่ตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของตลาด และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 2,300% สินค้าเถื่อนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเงินทุนสีเทา ส่งผลให้ร้านโชห่วยที่ทำธุรกิจสุจริตต้องสูญเสียรายได้อย่างต่อเนื่อง” ภาคีเครือข่ายยาสูบฯ ยังได้เสนอนโยบายบุหรี่ผิดกฎหมายต้องเป็นศูนย์ โดยอยากให้มีการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการการกระทำผิดซ้ำ ยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทขนส่งเพื่อป้องกันการขายทางช่องทางออนไลน์ และการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายศุลกากร โดยพรรคการเมืองที่ได้เข้าร่วมประชุม ต่างนำเสนอความเห็นและวิสัยทัศน์ พร้อมกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนี้ นายโอภาส อาลมิสรี รองโฆษก พรรคเสรีรวมไทย เผยว่า “ผมถือเป็นหนึ่งในผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มแรก ๆ ที่นำประเด็นบุหรี่ไฟฟ้ามาเสนอเป็นนโยบาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ผมขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเดินหน้า แก้ไขกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า และนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมาย จะทำให้รัฐสามารถกำกับดูแลได้จริง ทั้งเรื่องอายุผู้ซื้อ มาตรฐานสินค้า การจัดเก็บภาษี และการคุ้มครองเยาวชน การคงสถานะความผิดกฎหมายเอาไว้ อาจมีบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากระบบใต้ดินหรือไม่ ในขณะเดียวกัน เรื่อง บุหรี่เถื่อน พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดย ตรึงแนวชายแดนให้เข้มงวดทุกจุด ทุกด่านต้องมีเครื่อง X-Ray และระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพราะวันนี้การตรวจตู้สินค้ายังทำได้เพียงบางส่วน เปิดช่องให้สินค้าผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ เมื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจังได้ จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ชาวไร่ โรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงรายได้ของรัฐ ซึ่งพรรคให้คำมั่นว่า ภายในระยะเวลา 12 เดือน จะเร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยุติการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย หากสามารถขจัดบุหรี่เถื่อนออกจากระบบได้ การยาสูบฯ จะสามารถดำเนินการจัดซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ได้เต็มศักยภาพ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดโควตา และสามารถนำไปต่อยอดสู่การผลิตเพื่อการส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากการแก้ปัญหาเชิงกฎหมายและการปราบปรามแล้ว พรรคยังมองไปข้างหน้าในมิติของ นวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า เราต้องไม่หยุดอยู่แค่การผลิตวัตถุดิบ แต่ต้องผลักดันการสร้าง Branding ของอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้ไปไกลถึงระดับโลก รวมถึงการต่อยอดนิโคตินและใบยาสูบไทยสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและประเทศอย่างยั่งยืน” ด้านพรรคประชาชน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต ให้มุมมองว่า “พรรคประชาชนไม่ได้นิ่งเฉยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร แนวทางสำคัญอันดับแรกคือ การขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตควรเชื่อมโยงกับทะเบียนเกษตรกรโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิทธิและสวัสดิการเข้าถึงอย่างเป็นธรรม โดยชาวไร่ยาสูบที่อยู่ในระบบ ต้องได้รับการดูแลไม่แตกต่างจากเกษตรกรกลุ่มอื่น พรรคมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรในภาพรวม ทั้งการสนับสนุนปุ๋ยตามค่าความเหมาะสมของดิน รายละ 500 บาท ครอบคลุมพืชทุกชนิด และการสนับสนุนคูปองตรวจรับรองมาตรฐาน GAP มูลค่า 5,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มโอกาสทางการตลาด ในเรื่องโควตาการรับซื้อใบยาสูบ พรรคเห็นว่าต้องมีความชัดเจนระยะยาว เสนอให้กำหนดโควตาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและรายได้ได้อย่างมั่นคง โดยการปรับเปลี่ยนพืชต้องเป็น “ทางเลือก ไม่ใช่ข้อบังคับ” เกษตรกรยังสามารถปลูกยาสูบและทำสัญญาระยะยาวต่อไปได้ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนพืช พรรคมีมาตรการช่วยเหลือทั้งเงินสนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ และการลดหนี้ร้อยละ 20 ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อบรรเทาภาระในช่วงเปลี่ยนผ่าน อีกประเด็นสำคัญคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะเกษตรกรสูงอายุ หากตรวจสอบแล้วพบว่าชำระเกินเงินต้น ให้ยกเลิกหนี้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่ถึงเงินต้น จะลดหนี้ร้อยละ 50 และปรับโครงสร้างหนี้ให้จบภายใน 15 ปี เพื่อไม่ให้ภาระตกทอดถึงลูกหลาน ขอบคุณที่มา: https://bangkok-today.com/?p=782960 

อ่านต่อ
...
สมาคมการค้ายาสูบไทยหนุน ภาษีอัตราเดียว คู่ การปราบปรามบุหรี่เถื่อน
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

สมาคมการค้ายาสูบไทยหนุน “ภาษีอัตราเดียว” คู่ “การปราบปรามบุหรี่เถื่อน” สร้างความเชื่อมั่นโชห่วยกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ สมาคมการค้ายาสูบไทยขานรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นแบบ “อัตราเดียว” เชื่อหากอัตราภาษีที่เหมาะสมและสมดุล ผนวกกับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายที่เข้มงวดจริงจัง จะสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่น ให้แก่ร้านค้าปลีกถูกกฎหมายกว่า 400,000 ร้านทั่วประเทศอีกด้วย นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ แสดงความขอบคุณต่อความพยายามอันเข้มข้นของหน่วยงานรัฐในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามในการสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมยาสูบ และสร้างประโยชน์แก่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรง การประกาศแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ในครั้งนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่กรมฯ จะได้ดูแลธุรกิจรากหญ้าผ่านการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม สร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคตได้ “สมาคมฯ ขอชื่นชมและขอเป็นกำลังใจต่อความพยายามในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนของท่านอธิบดีกรมสรรพสามิต ดร. พรชัย เพราะการปราบปรามบุหรี่เถื่อนเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องร้านค้าถูกกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างถูกต้อง ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะต้องเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าถูกกฎหมายได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่สูงจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผลักไปหาของผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ ส่วนโครงสร้างภาษีอัตราเดียวน่าจะมีความเหมาะสมและเป็นสากลเพราะกรมสรรพสามิตคงได้ศึกษาวิจัยมาอย่างดีแล้ว หากเรากำหนดอัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไปควบคู่กับการปราบปรามแบบสุดซอย จะสามารถควบคุมตลาด และส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพสุจริต และเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางสาวธัญญศรัณ กล่าวว่า “ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รูปแบบภาษีใด การปราบปรามบุหรี่เถื่อนควรดำเนินต่อไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับโครงสร้างภาษีของอุตสาหกรรมที่เหมาะสมเพื่อให้รัฐบรรลุเป้าหมายด้านรายได้และการควบคุมสินค้าได้อย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้กับผู้ค้าปลายน้ำที่ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย"  ขอบคุณที่มา: https://www.naewna.com/

อ่านต่อ
ข่าวเด่นทั้งหมด
...
ส.ค้ายาสูบไทยหนุนรัฐขึ้นบัญชีผู้ค้า หลังพบ “บุหรี่เถื่อน” เกลื่อนออนไลน์ เพิ่มขึ้น 181% จี้รัฐจัดการภัยออนไลน์ และขยายผลเครือข่ายทั่วประเทศ
ข่าวเด่น

สมาคมการค้ายาสูบไทย จี้หน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นบัญชีเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์อย่างเข้มงวด เชื่อเทคโนโลยีสาวถึงต้นทางได้ หลังผลสำรวจบุหรี่เถื่อนออนไลน์ พบการสนทนาซื้อ-ขายเติบโตถึง 181% ในช่วง 6 เดือน ปัจจัยหลักเน้นที่ราคาถูก รสชาติดี มีลูกเล่น และหาซื้อง่าย ชี้ปัจจุบันร้านบุหรี่เถื่อนออนไลน์ทั้ง เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ยูทูป เว็บบอร์ด เว็บไซต์ และขยายไปขายบน “ติ๊กต็อก” ตามเทรนด์ชาวเน็ตไทย หวั่นกระทบร้านค้าปลีกถูกกฎหมาย เยาวชนเข้าถึงง่าย ชี้การขายบุหรี่เถื่อนออนไลน์ได้ไม่คุ้มเสีย นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า การขายบุหรี่เถื่อนบนช่องทางออนไลน์มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบน “X (ทวิตเตอร์)” ที่ผู้ขายมีการลงโพสต์สินค้าเพื่อสั่งซื้อผ่านข้อความส่วนตัว (Direct Message) และไลน์ นอกจากนี้ ร้านค้าเหล่านี้ยังระบุว่าได้ขยายหน้าร้านไปบน “ติ๊กต็อก” ด้วย แม้ว่าพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 จะห้ามขายทางช่องทางออนไลน์อย่างชัดเจน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ “สมาคมฯ สำรวจพบบทสนทนาเกี่ยวกับบุหรี่เถื่อนบนช่องทางออนไลน์ ในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - เดือนธันวาคม 2566 พบมีบทสนทนาเพิ่มขึ้นกว่า 181% โดยช่องทางที่พูดถึงเรื่องบุหรี่เถื่อนมากที่สุด คือ X (ทวิตเตอร์) 93% เฟซบุ๊ก 5% และยูทูป 2 % ตามลำดับ คีย์เวิร์ดที่ถูกใช้มากที่สุด ได้แก่ ราคาถูก กลิ่นและรสชาติ ลูกเล่นของสินค้า นอกจากนี้เว็บไซต์ขายบุหรี่เถื่อนยังถูกค้นหาบน Google มากที่สุดจากจังหวัดสมุทรปราการ นครราชสีมา นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร สอดคล้องกับผลสำรวจการบริโภคบุหรี่เถื่อนของอุตสาหกรรมยาสูบ ไตรมาส 4 ปี 2566 ที่ระบุว่ามีอัตราการบริโภคบุหรี่เถื่อนที่เติบโตมากกว่าเท่าตัวในกรุงเทพและปริมณฑล” สำหรับปัจจัยด้านราคานั้นยังคงพบว่าราคาขายถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมายมากสะท้อนให้เห็นว่าหน้าร้านออนไลน์มีผลอย่างยิ่งกับการบริโภคบุหรี่เถื่อนของคนไทย ที่ปัจจุบันในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 เพิ่มขึ้นถึง 22.6% แล้ว ที่สำคัญการซื้อบุหรี่เถื่อนบนโลกออนไลน์ ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ผู้ขายก็ไม่มีการตรวจสอบอายุผู้ซื้อก่อนขายให้ “สมาคมฯ ขอเป็นตัวแทนร้านค้าบุหรี่ถูกกฎหมายกว่า 500,000 ร้านทั่วประเทศไทย เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงดิจิทัลฯ สำรวจและขึ้นบัญชีร้านค้าออนไลน์ และเร่งบังคับใช้กฎหมายกับการขายบุหรี่เถื่อนทั้งที่มีหน้าร้านและร้านค้าออนไลน์อย่างเข้มงวด รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ต้องมีนโยบายปกป้องสังคมจากการขายสินค้าผิดกฎหมาย เพราะร้านค้าบุหรี่ถูกกฎหมาย ไม่ควรจะมาสูญเสียรายได้ให้กับเครือข่ายบุหรี่เถื่อนออนไลน์ที่เติบโตอย่างมากทั่วประเทศ หากปล่อยไว้เช่นนี้จะทำให้ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชน ไม่สามารถลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้ และสะท้อนปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการทุจริตคอรัปชันอีกด้วย”

อ่านต่อ
...
ชี้ปัญหาใต้พรมของการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่
ข่าวเด่น

ในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก วันที่ 31 พฤษภาคม ในปีนี้ ขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากควันยาสูบเพื่อพัฒนาสุขภาวะของผู้สูบบุหรี่ บุคคลรอบข้าง รวมถึงผู้ไม่สูบบุหรี่ในประเทศไทยผ่านมาตรการที่เข้มงวดเสมอมา เพราะบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (Non-Communicable Disease หรือ NCD) ที่คร่าชีวิตคนไทยปีละกว่า 72,000 คน โดยโรคที่เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญ อันตรายของบุหรี่ต่อสุขภาพที่เห็นเป็นที่ประจักษ์นี้ทำให้มาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบได้รับการยอมรับและถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกับบุหรี่มวนที่ผลิตจากโรงงานทั้งในประเทศและผ่านการนำเข้าอย่างถูกกฎหมายจากผู้ผลิตต่างชาติ ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่มีผลให้บุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานต้องปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และมีภาพคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายด้านสุขภาพ รวมถึงห้ามมีการสื่อสารและโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ ในส่วนของร้านค้าปลีก มีการกำหนดอายุผู้ซื้อและผู้ขาย การตั้งแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบที่หน้าร้านและการแบ่งมวนขายแบบในอดีตก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่มุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้สูบบุหรี่ เช่น การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ และตัวผู้สูบเองก็ต้องแบกรับภาระด้านราคาที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร ปี 2564 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าในประเทศไทยมีผู้บริโภคยาสูบที่อายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหมดกว่า 9.9 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้บริโภคยาเส้น 4,608,837 คน คิดเป็นกว่าครึ่งของจำนวนทั้งหมด ซึ่งยาเส้นนั้นมีอันตรายไม่ต่างจากบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานเพราะจำเป็นต้องมีการจุดไฟเผาเพื่อการบริโภคอยู่ แต่มาตรการต่างๆ ที่มีต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า ร้านค้าปลีก รวมถึงผู้บริโภคบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานกลับไม่ได้ถูกนำไปใช้กับยาเส้นในมาตรฐานเดียวกัน ยาเส้นถูกจัดเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย ทำให้มีการเก็บภาษีต่ำกว่าบุหรี่มาก ราคาของยาเส้นจึงถูกกว่าบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานมาก และมีการวางขายได้ทั่วไปอย่างอิสระตามร้านค้าชุมชนเพราะความเข้มงวดของกฎระเบียบยังไม่เท่าเทียมกับบุหรี่มวน สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มุ่งจะยกระดับสุขภาวะของคนไทยถูกบังคับใช้กับการบริโภคยาสูบเพียง 50% ของประเทศเท่านั้น นอกจากนี้ ตามรายงานประจำปีฉบับล่าสุดของการยาสูบแห่งประเทศไทยปี 2565 ระบุว่าจำนวนบุหรี่ผิดกฎหมายในตลาดเพิ่มขึ้นถึง 70% โดยคิดเป็นสัดส่วนการบริโภคกว่า 10.3% ในปี 2564 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากบุหรี่เถื่อนจะถูกพบได้ทั่วไปตามหน้าร้านที่ไม่ได้มีใบอนุญาตแล้ว ยังแพร่ระบาดบนเว็บไซต์ออนไลน์ และโซเชียลมีเดียด้วย โดยการสำรวจในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2565 ที่ผ่านมา พบบทสนทนาเกี่ยวกับการซื้อขายบุหรี่เถื่อนบนโซเชียลมีเดียโตขึ้นถึง 97% ซึ่งการแพร่ระบาดของบุหรี่เถื่อนนี้เป็นบ่อนทำลายประสิทธิผลของมาตรการควบคุมยาสูบทั้งมาตรการด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ชัดเจนว่ามาตรการควบคุมที่เข้มงวดกับบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานอย่างถูกกฎหมายและร้านค้าที่ขายบุหรี่อย่างถูกกฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้เลยกับยาเส้นและบุหรี่ที่ผิดกฎหมาย ตอกย้ำถึงปัญหาที่ซ่อนเร้นของมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไม่ตอบโจทย์ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่ได้เป็นความท้าทายต่ออุตสาหกรรมยาสูบไทยเพียงประเทศเดียว แต่เป็นความท้าทายต่อนานาประเทศที่ใช้กลไกด้านภาษีมาลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ตามแนวทางที่ได้รับจากกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (Framework Conventional on Tobacco Control: FCTC) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เช่นกัน โดยในปีนี้จะมีการจัดประชุมรัฐภาคี (Conference of the Parties หรือ COP) ของกรอบอนุสัญญาครั้งที่ 10 ขึ้นที่ประเทศปานามา รวมถึงการประชุมประเทศสมาชิกของพิธีสารเพื่อกำจัดการค้าที่ผิดกฎหมายในผลิตภัณฑ์ยาสูบ ครั้งที่ 3 เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการปราบปรามบุหรี่เถื่อนให้มีประสิทธิภาพด้วย การเลือกประเทศปานามาเป็นสถานที่จัดประชุมระดับโลกครั้งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่จะนำปัญหาบุหรี่เถื่อนขึ้นมาถกเถียงกันอย่างเปิดเผยเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายหลักในการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่อย่างเป็นรูปธรรมให้กับกรอบอนุสัญญาฯ มากกว่าการลงนามที่ไม่มีข้อผูกมัดเช่นในอดีต La Estrella สื่อท้องถิ่นของปานามารายงานว่าปานามาเปรียบเสมือนศูนย์กลางของการส่งออกบุหรี่เถื่อนไปสู่ตลาดใต้ดินทั่วโลก ในปี 2022 การบริโภคยาสูบกว่า 92% ของปานามาเป็นการบริโภคบุหรี่เถื่อน ซึ่งคิดเป็น 9 ใน 10 ส่วนของการบริโภคยาสูบทั้งหมดของประเทศ นอกจากนี้ปานามายังส่งออกบุหรี่เถื่อนไปยังประเทศเพื่อนบ้านในทวีปอเมริกาและประเทศอื่นๆ ถึงกว่า 8 พันล้านมวนต่อปี เมื่อมีการขับเคลื่อนจากองค์กรระดับโลกแล้วก็คงถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องตอบรับและปรับมาตรการควบคุมยาสูบให้เหมาะกับบริบทภายในประเทศด้วยมาตรฐานที่เท่าเทียมกับทุกผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มีความอันตรายไม่ต่างกัน รวมถึงขยายการบังคับใช้สู่บุหรี่เถื่อนที่มีสัดส่วนการบริโภคมากกว่า 10% ด้วย เพราะชัดเจนแล้วว่าการบังคับใช้มาตรการแบบสองมาตรฐานส่งผลเสียกับการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานเท่านั้น ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมใดๆ และไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอแม้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้บริโภคยาสูบของไทยคงที่มานาน การลงนามในพิธีสารเกี่ยวกับการต่อต้านการค้าบุหรี่ผิดกฎหมาย หรือความพยายามในการสร้างระบบแกะรอยติดตามจึงอาจจะยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะเป็นการบังคับใช้แต่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ ขณะที่การลักลอบค้าบุหรี่ผิดกฎหมายไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายใดๆ แต่สามารถตีตลาดของการยาสูบแห่งประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย เมื่อไม่พูดถึงปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมก็คงไม่อาจบรรลุเป้าหมายทางสาธารณสุขของประเทศในระยะยาวได้ ขอบคุณที่มา: https://www.khaosod.co.th/

อ่านต่อ
ความรู้และงานวิจัย ทั้งหมด
  • ซื้อ 20 + ขาย 18 + อ่านต่อ
  • ข้อควรรู้กับการป้องกันเยาวชนจากการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ อ่านต่อ
  • ป้องกันเยาวชนจากการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ กับโครงการ โชว์การ์ด อ่านต่อ
  • ข้อควรรู้และหลักปฎิบัติ สำหรับร้านค้า เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 อ่านต่อ

สมัครสมาชิก

สำหรับผู้ประกอบกิจการการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ หรือวิสาหกิจ ในทางการค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยตรง อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 200 บาท และค่าบำรุงสมาคม 100 บาท / 2 ปี (ปีละ 50 บาท เก็บทุกๆ สองปี)

สมาชิกประเภทวิสามัญ สำหรับผู้มีความสนใจหรือมีความรู้เกี่ยวกับยาสูบหรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือ ผู้ประกอบวิสาหกิจในทางการค้า อุตสาหกรรม หรือการเงิน การขนส่งยาสูบ หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือธุรกิจใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับยาสูบ หรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 1,000 บาท และค่าบำรุงสมาคม 1,000 ต่อปี

แจ้งเบาะแสบุหรี่ผิดกฎหมาย

พบเห็นการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งผ่านช่องทางออนไลน์ของทางสมาคม และสมาคมจะนำข้อมูลเหล่านี้ยื่นต่อหน่อยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ผู้ที่แจ้งเบาะแสสามารถติดตามผลการแจ้งได้โดยใส่รหัสอ้างอิงที่ได้รับ

แจ้ง
เบาะแส